e-Commerce/SMEs
Hot News: พาณิชย์-พันธมิตร 'ลุย' ตลาดไทยเด็ด
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
พาณิชย์-พันธมิตร 'ลุย' ตลาดไทยเด็ด
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รองนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ เน้นเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรองเข้าด้วยกัน โดยให้มีการคัดสรรสินค้าและบริการที่โดดเด่นของภูมิภาคและกลุ่มจังหวัดมาจำหน่ายในสถานที่ที่ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก และให้คำนึงถึงความหลากหลายของแหล่งกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม กรมฯ ได้ร่วมมือกับ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTTOR) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และสมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station จัดหาสถานที่ตามเส้นทางท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ประชาชนสัญจรเชื่อมผ่านไปยังแหล่งท่องเที่ยวและจังหวัดต่างๆ เพื่อเป็นจุดจำหน่ายสินค้าเด่นของชุมชน เบื้องต้น ได้มีการจัดพื้นที่มุมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนภายในร้านขายของฝากของผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ภายใต้โครงการ “ตลาดไทยเด็ด” โดยได้ทำการเปิดโครงการฯ แห่งแรก ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station หจก.สยามด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา
“มาถึงวันนี้ กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรยังคงเดินหน้าขยายโครงการ “ตลาดไทยเด็ด” อย่างต่อเนื่อง โดยนำผลิตภัณฑ์ชุมชนของผู้ผลิตที่มีแหล่งผลิตสินค้าบริเวณใกล้เคียงสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และสินค้าเด่นจากภูมิภาคต่างๆ เข้าจำหน่าย ณ จุดจำหน่ายสินค้าภายในร้านขายของฝาก เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการในสถานีบริการฯ ได้เลือกซื้อนำกลับไปอุปโภคบริโภคหรือนำไปเป็นของฝากของกำนัล รวมถึง ได้ขยายประเภทของสินค้าให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ได้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตร - เกษตรอินทรีย์ ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ในการขยายตลาด/กระจายสินค้า และพบปะผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการซื้อขายกันได้โดยตรง และมีโอกาสพัฒนาไปสู่การค้าขายกันในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง งาน “ไทยเด็ด แมชชิ่งเดย์” (THAI DET Matching Day) ครั้งที่ 2 ขึ้น ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station หจก. โค้งวิไลไทยเสรี อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station จำนวน 37 แห่ง ได้เจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน จำนวน 35 ราย เพื่อคัดสรรสินค้าเข้าจำหน่าย ณ จุดจำหน่ายสินค้า

Go To Lead


เปิดตัว 8 ทีมสตาร์ทอัพ ชนะเลิศ
ดร.ธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายสาธารณะสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย (FIT) กล่าวว่า ทีมสตาร์ทอัพด้านการศึกษาทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม CareerVisa (แคเรียร์วีซ่า) แพลตฟอร์มแนะแนวอาชีพครบวงจร แอพพลิเคชั่นแรกในประเทศไทย ที่มีแบบประเมินความเหมาะสมทางอาชีพ จากผู้มีประสบการณ์การในการทำงานหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่ Investment banker ที่ Wall Street หรือนักแสดง Broadway ที่ New York ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยตั้งเป้าช่วยแก้ปัญหานิสิต นักศึกษา ที่จบการศึกษาแล้วให้ได้กว่าปีละ 6 ล้านคน ให้สามารถรู้จักตัวตนของตนเองและเลือกงานได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้การดำเนินงานของโครงการฯ กว่าจะได้ทีมชนะเลิศ จะมีการคัดเลือกจาก 100 ทีมให้เหลือเพียง 8 ทีมที่โดดเด่น เพื่อช่วยยกระดับประเทศไทย ซึ่งตลอดโครงการฯ มีการเก็บข้อมูลทั้ง 5 ด้านของการทำงาน และจับประเด็นทักษะของผู้ทำแบบประเมิน รวมถึงมีการใช้ ML ในการประเมินผล เพื่อแนะนำงานที่เหมาะสมต่อไป
ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีม School Bright (รู้จักในนามจับจ่าย) คือ แพลตฟอร์มบริหารจัดการโรงเรียนดิจิทัล เชื่อมโยงครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ในรูปแบบแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนในระบบมากกว่า 100,000 คนและโรงเรียนมากกว่า 100 โรงเรียน ช่วยลดเวลาการทำงานของครูให้เหลือเพียงแค่ 15 นาทีต่อวัน และจากการประเมินเวลาที่ครูทั้งประเทศต้องสูญเสียไปกับงานเอกสารต่อวันนั้น คิดแล้วใช้เวลาถึง 15,862 ปี แพลตฟอร์มนี้จึงช่วยคุณครูประหยัดเวลาการทำงานได้ถึง 90% และช่วยลดต้นทุนของโรงเรียนได้ถึง 30%
ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ทีม BASE Playhouse แพลตฟอร์มสร้างความรู้ในรูปแบบเกม ช่วยฝึกทักษะการทำงานจริงให้เกิดขึ้นผ่านการเล่นเกม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 เป็นการผสมผสานการทำงานร่วมกันกับทักษะออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านบอร์ดเกมที่สำคัญ ซึ่งระบบของเกมหลังจากที่ครูเซ็ตอัพระบบการสอนแล้ว เด็กจะสามารถสร้างทักษะที่สำคัญผ่านบอร์ดเกมที่ผสานหลักการดังกล่าว ที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ทักษะของการสื่อสาร โดยเน้นที่ระดับมัธยมต้น ซึ่งในปัจจุบัน Base Playhouse มีการทดลองใช้งานอยู่ในโรงเรียนเพลินพัฒนา และวชิราวุธ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ โดยเทคโนโลยีจะสามารถประเมินทักษะผ่านการวัดพฤติกรรมของการเล่น และวัดจากผลลัพธ์ของการผ่านกระบวนการเล่นที่ถูกต้อง
ทีมรองชนะเลิศอันดับ 3 คือ ทีม VOXY แพลตฟอร์มของการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ที่ใช้เทคโนโลยี AI คู่ขนานไปกับการสอนสด จากจุดเริ่มต้นของการที่คนไทยส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แม้ว่าจะใช้งบประมาณมากมายเพียงใดก็ตาม ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความไม่พร้อมของครู ความไม่กล้าพูดของคนไทย ซึ่งแพลตฟอร์มนี้สอนโดยเจ้าของภาษาตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ สามารถรองรับทั้งระบบ “iOS” และ “Android” ที่มีเนื้อหาที่อัปเดทตลอดเวลา เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้และองค์กรนั้นๆ ปัจจุบันมีผู้ใช้แล้วกว่า 5 ล้านคน
ทีมรองชนะเลิศอันดับ 4 ได้แก่ ทีม Codekit คือ แพลตฟอร์มของการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไปสู่เทคโนโลยีที่ยากขึ้น อาทิ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ จากความต้องการของแรงงานที่ยังขาดทักษะการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้จะเห็นว่าประเทศไทยยังเน้นการเรียนการสอนผ่านการโค้ตลงกระดาษ ซึ่งนอกจากจะขาดแคลนครูที่มีทักษะของการสอนโค้ตติ้งแล้ว ยังมีอุปสรรคของหลักสูตรทางการศึกษาที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการเรียนโค้ตที่มากเพียงพอ โดย Codekit จะทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทั้งในผู้ใหญ่ที่ไม่มีพื้นฐานและเด็กระดับมัธยมต้น ช่วย ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา
สำหรับ 3 ทีม สตาร์ทอัพด้านสาธารณสุข (Health Tech) ที่ได้รับการคัดเลือกมี 3 ทีม ได้แก่ ทีม ARINCARE คือแพลตฟอร์มด้านเภสัชกรที่ใช้ดิจิทัลเข้ามาแทนที่ในการทำงานแบบเดิมๆ ทั้งนี้จากการสำรวจร้านขายยาในชุมชนพบมากกว่า 21,000 ร้านค้า และผู้ใช้บริการอีกกว่า 11 ล้านคน ยังมีการทำทุกอย่างด้วยมือและออฟไลน์ ขณะที่แพลตฟอร์มร้านขายยานี้เกิดขึ้นเพื่อให้บริการฟรี ทั้งในส่วนของบริหารคลังยา การเก็บข้อมูลคนไข้ การจ่ายยา โดยเปิดบริการให้ใช้ฟรีสำหรับเภสัชกรไทย รวมทั้งยังมีการให้คำปรึกษา และเก็บข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้งาน การบริหารธุรกิจ เป็นการช่วยให้ร้านขายยาชุมชนสามารถทรานฟอร์มเข้าสู่ดิจิทัลได้อย่างง่ายดายอีกด้วย รวมทั้งสามารถให้บริการได้กว่า 2,000 ร้านยา และสามารถจ่ายยาให้กับผู้ป่วยได้มากกว่า 30,000 รายในช่วงปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ระบบยังสามารถทำงานร่วมกับการให้บริการโรงพยาบาลชุมชน หรือหน่วยงานสาธารณสุขชุมชนในการบริหารคลังยา และในอนาคตจะมีการเชื่อมข้อมูลในการใช้ยานอกโรงพยาบาลเหล่านี้เข้าสู่ระบบของโรงพยาบาล เพื่อให้กลายเป็นฐานข้อมูลหนึ่งเดียวกัน ทีมรองชนะเลิศอันดับ1 ได้แก่ ทีม Medisee แพลตฟอร์มการบริการของคลินิก ทั้งรูปแบบบริการและบริหารจัดการที่ครบครัน ซึ่งเปิดโอกาสให้คนไข้ที่มีผลการรักษา สามารถนำผลดังกล่าวเข้ามารับคำปรึกษาจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะได้ เป็นการช่วยเสริมให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากของการรักษาได้เป็นอย่างมาก ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Remote-Care แพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันให้สนุก โดยระบบการทำงานจะเชื่อมเข้ากับอุปกรณ์ตรวจวัด Wearable Device เพื่อการวัดสุขภาพต่าง ๆ เข้ากับแอพพลิเคชั่น และสร้างรางวัลการดูแลสุขภาพจากการนับก้าวเพื่อแลกเป็นรางวัล ซึ่งปัจจุบันมีเป็นรูปแบบเงินสด และมีโรงพยาบาลภาครัฐใช้งานอยู่ 2 แห่ง และเอกชนบางแห่ง โดยมุ่งเน้นไปกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) หรือโรคอ้วน ที่เป็นต้นเหตุของโรคต่าง ๆ ที่รัฐต้องอุดหนุนการรักษากว่า 8.5 ล้านคน ด้วยงบประมาณกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com