Education/Health
Hot News: 'รพ.ศุภมิตร-รพ.เอส' ประกาศพันธมิตรทางการแพทย์เฉพาะทาง
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ศ.นพ.กุลวี ผู้บุกเบิกการกระตุ้นหัวใจ-สรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจคนแรกในเอเชีย
ศ.นพ.กุลวี เนตรมณี ผู้อำนวยการสถาบันโรคหัวใจ และอายุรแพทย์โรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac Electrophysiology) ระดับแนวหน้าของโลก ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับความเข้าใจและการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ซับซ้อนในระดับสากล ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากการเป็นผู้บุกเบิกความก้าวหน้าด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ได้แก่ การบุกเบิกการจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter Ablation): เป็นผู้ค้นพบสัญญาณไฟฟ้าหัวใจห้องบนที่ซับซ้อนผิดปกติ (CFAEs) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) และพัฒนาแนวทางการรักษารูปแบบใหม่ด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งกลายเป็นผลงานพื้นฐานสำคัญของวงการแพทย์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก
การรักษาโรคไหลตาย (Brugada Syndrome): เป็นผู้บุกเบิกเทคนิคการจี้ไฟฟ้าบริเวณโครงสร้างผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ (Substrate Ablation) โดยเฉพาะในกลุ่มอาการ J-wave ซึ่งรวมถึง Brugada Syndrome และ Early Repolarization Syndrome ซึ่งเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่พบว่าสามารถป้องกันการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง (Ventricular Fibrillation) ซ้ำได้ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง โดยเฉพาะการค้นพบว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกล้ามเนื้อหัวใจเป็นสาเหตุ ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาทางไฟฟ้า นอกจากนี้ ศ.นพ.กุลวี ยังมีส่วนสำคัญในการศึกษาและระบุลักษณะทางคลินิกของ Brugada Syndrome และภาวะเสียชีวิตฉับพลันที่ไม่ทราบสาเหตุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งช่วยให้เข้าใจปัญหาสุขภาพระดับโลกและพื้นฐานของกลไกการเกิดโรคได้ดีขึ้น ผู้นำการศึกษาทางคลินิก: เป็นผู้นำการศึกษาวิจัยแบบสุ่ม (Randomized Clinical Trial) ครั้งแรกของโลกเกี่ยวกับการจี้ไฟฟ้าหัวใจในผู้ป่วย Brugada Syndrome ซึ่งให้หลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการรักษาด้วยเทคนิค Substrate Ablation มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการป้องกันการเกิดภาวะ Ventricular Fibrillation ซ้ำ ส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตฉับพลันจากโรคหัวใจทั่วโลก ผลงานของ ศ.นพ.กุลวี เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญและทักษะทางคลินิกที่โดดเด่น ความเป็นเลิศทางการแพทย์ รวมถึงความทุ่มเทในการดูแลผู้ป่วยด้วยความเอาใจใส่ และมาตรฐานการรักษาในระดับสากล เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีดังเดิม
ตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษ ศ.นพ.กุลวี ได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อวงการแพทย์โลก ทั้งในด้านการรักษาผู้ป่วย การวิจัย นวัตกรรม และการเป็นผู้นำทางวิชาการระดับนานาชาติ โดยเป็นผู้เขียนบทความวิชาการที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่า 230 เรื่อง ครอบคลุมหัวข้อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทั้งในห้องบนและห้องล่าง ภาวะพายุไฟฟ้าหัวใจ (Electrical Storm) และการรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติและเอกสารฉันทามติระดับนานาชาติในหลายประเด็น ศ.นพ.กุลวี ได้รับการยกย่องให้เป็น World's Top 2% Most-cited Scientists ประเภท Career-long Achievement โดย Stanford University Ranking 2023 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณะบรรณาธิการวารสาร Heart Rhythm และเคยเป็นคณะบรรณาธิการของวารสารชั้นนำระดับโลก เช่น Circulation และ Journal of the American College of Cardiology
นอกจากนี้ ศ.นพ.กุลวี ยังดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ดีเด่น ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการวิจัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด และมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความทุ่มเทและผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ศ.นพ.กุลวี ได้รับปริญญาแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล และยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นเกียรติสูงยิ่งแห่งการถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่ผู้ป่วยสามารถมอบให้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

Go To Lead


'รพ.ศุภมิตร-รพ.เอส'
ประกาศพันธมิตรทางการแพทย์เฉพาะทาง
พญ.ษธิวี สุขารมณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลศุภมิตร กล่าวว่า โรงพยาบาลศุภมิตร ผู้นำด้านบริการสุขภาพในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ประกาศความร่วมมือทางการแพทย์เฉพาะทางอย่างเป็นทางการร่วมกับโรงพยาบาล เอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine & Joint Hospital) โดยความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคกระดูกสันหลังและข้อ ประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงสามารถเข้าถึงบริการผ่าตัดเฉพาะทางระดับประเทศ โรคปวดหลังและหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบมากที่สุดในประชากรวัยทำงาน โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ประชากรกว่า 80% มีโอกาสเผชิญกับอาการปวดหลังในช่วงหนึ่งของชีวิต ในขณะที่ผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงที่ต้องการรับการผ่าตัดเฉพาะทางยังคงต้องเดินทางไกลกว่า 100 กิโลเมตรเพื่อรับบริการในกรุงเทพมหานครซึ่งก่อให้เกิดทั้งภาระค่าใช้จ่ายการสูญเสียเวลาและะความล่าช้าในการรักษาที่อาจส่งผลต่อการฟื้นฟูในระยะยาว
"ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลศุภมิตรและโรงพยาบาล เอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ในครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ด้วยการนำเทคนิคการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบ Minimally Invasive Endoscopic Spine Surgery มาให้บริการในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นครั้งแรก เทคนิคดังกล่าวมีจุดเด่นสำคัญ ได้แก่ แผลผ่าตัดขนาดเล็กไม่เกิน 1 เซนติเมตร ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็ว สามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วันหลังผ่าตัด" พญ.ษธิวี กล่าวและว่า
สำหรับผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของโรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ซึ่งตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ได้พัฒนาและต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการรักษาที่ต้นเหตุของปัญหา ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้ในการดูแลผู้ป่วย จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการรักษาเฉพาะทาง และได้รับความไว้วางใจจากผู้ป่วยมากกว่าแสนราย พร้อมทั้งได้รับรางวัลระดับโลกและการยอมรับในระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการรักษาและความเชื่อมั่นจากผู้รับบริการ

Go To Lead


เปิดโรงงานโชว์ศักยภาพผลิตน้ำยาล้างไต
นายวิศิษฎ์ อนันต์สกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรชีเนียส แคร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มีบริษัทแม่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนี มุ่งพัฒนานวัตกรรมและดูแลผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ปัจจุบันดูแลผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 300,000 ราย ขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคไตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โดยคาดว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยประมาณ 150,000 ราย สูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเฉลี่ย 2,300 รายต่อประชากร 1 ล้านคน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6–7 ต่อปี ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยควบคู่ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษา โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการบำบัดทดแทนไต ทั้งแบบล้างไตทางช่องท้องต่อเนื่อง (CAPD) และแบบอัตโนมัติ (APD) ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งของระบบดูแลผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำยาปราศจากเชื้อในประเทศไทย เป็นไปตามแนวคิดของภาครัฐ โดยองค์การเภสัชกรรม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์และลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยเริ่มจากการผลิตน้ำเกลือ ก่อนพัฒนาสู่การผลิตน้ำยาล้างไต ภายหลัง สปสช. ขับเคลื่อนนโยบาย “PD First” ในปี 2551 ทำให้เกิดความร่วมมือกับบริษัท Fresenius Medical Care (FME) จากเยอรมนี ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำยาล้างไตในประเทศอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้องทั้งแบบ CAPD และ APD เพื่อร่วมดูแลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยเฉพาะ APD ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ป่วย สามารถล้างไตในช่วงเวลากลางคืน และใช้ชีวิตประจำวันในช่วงกลางวันได้ตามปกติ นอกจากนี้ กระบวนการผลิตยังอยู่ภายใต้มาตรฐานสากล มีการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษา
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณดูแลเพิ่มจากเกือบ 10,000 ล้านบาทในปี 2563 เป็นกว่า 16,000 ล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนภาระด้านสุขภาพที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ สปสช. สนับสนุนการบำบัดทดแทนไตหลายรูปแบบ ทั้งการฟอกเลือด ล้างไตทางช่องท้อง และการปลูกถ่ายไต โดยแม้ต้นทุนในระบบจะใกล้เคียงกัน แต่ภาระของผู้ป่วยแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการฟอกเลือดที่ต้องเดินทางเข้ารับบริการสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ขณะที่การล้างไตทางช่องท้องสามารถทำเองที่บ้าน และแบบอัตโนมัติสามารถทำในช่วงกลางคืน ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต

Go To Lead


คณะกายภาพบำบัด DPU
เปิดหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพ
ดร.กภ.เบญจมาภรณ์ หาญเจริญกุล คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ นักกายภาพบำบัดจึงมีความสำคัญมากในระบบสาธารณสุขและภาคเอกชน นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักกายภาพบำบัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพประมาณ 15,000 คน แต่ทำงานในสายวิชาชีพจริงราว 10,000 คน และอยู่ในระบบกระทรวงสาธารณสุขประมาณ 7,000 คน นักกายภาพบำบัด 1 คน ต้องดูแลประชากรเฉลี่ยประมาณ 4,500 คน ขณะที่เกณฑ์ที่เหมาะสมซึ่งกระทรวงสาธารณสุขกำหนด อยู่ที่ 1 คนต่อประชากร 2,000 คน สะท้อนให้เห็นภาวะขาดแคลนนักกายภาพบำบัดในประเทศไทยอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดความต้องการบุคลากรในสายวิชาชีพนี้อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาหลักสูตรกายภาพบำบัดของ DPU จึงมุ่งตอบโจทย์ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที สอดคล้องกับความต้องการของยุคปัจจุบัน
หลักสูตรของ DPU ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสภาวิชาชีพอย่างถูกต้อง สะท้อนศักยภาพ ความพร้อมทั้งการเรียนการสอน บุคลากร และแหล่งฝึกปฏิบัติทางคลินิก โดยเน้นการผลิตบัณฑิตให้มีความรู้และทักษะครอบคลุมทุกด้านของวิชาชีพ ทั้งระบบโครงสร้างและกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด กายภาพบำบัดในเด็ก และเวชศาสตร์การกีฬา รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุและงานฟื้นฟูในชุมชน หลักสูตรของคณะกายภาพฯ DPU ไม่เพียงให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนตามมาตรฐานวิชาชีพ แต่ยังมุ่งเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการในเชิงคลินิกบริการส่งเสริมสุขภาพ เนื่องจากแนวโน้มของอุตสาหกรรมสุขภาพ (Wellness Industry) เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในรูปแบบคลินิกเฉพาะทาง ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ ธุรกิจสปา และบริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ให้นักศึกษาได้เรียนรู้การจัดตั้งธุรกิจคลินิกกายภาพบำบัดหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องของตนเองตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อพัฒนาศักยภาพบัณฑิตให้สามารถต่อยอดสู่อาชีพอิสระหรือผู้ประกอบการได้มากขึ้น
ทั้งนี้ หลักสูตรกายภาพฯ DPU 4 ปี เปิดรับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) สายวิทย์-คณิต หรือศิลป์-คำนวณ มีหน่วยกิตวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์รวมกันไม่น้อยกว่า 22 หน่วยกิต สำหรับนักเรียนที่สนใจ สามารถเยี่ยมชมคณะและทดลองเรียนรู้บรรยากาศจริงได้ ผ่านกิจกรรม Open House หรือการนัดหมายเข้าชมสถานที่ พร้อมพูดคุยกับคณาจารย์โดยตรง เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนสมัครเรียน โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-physical-therapy

Go To Lead


มทร.กรุงเทพเปิดรับตรงรอบ 4-5
และ ADMISSION รอบ 3 ปี 69
รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) กรุงเทพ เปิดเผยว่า ขณะนี้ มทร.กรุงเทพกำลังเปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2569 ใน 7 คณะ 1วิทยาลัย ได้แก่ คณะศิลปศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ และวิทยาลัยนานาชาติ โดยมีกำหนดการรับสมัครดังนี้ ประเภทรับตรง 4 (ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.)/ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) โดยรับสมัครที่เว็บไซต์ https://admission.rmutk.ac.th ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 24 เม.ย.69 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก วันที่ 1 พ.ค.69 ลิงก์ไฟล์เอกสารและหลักฐานที่ใช้ในการสอบคัดเลือก ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 8 พ.ค.69 สอบคัดเลือกรูปแบบOnline วันที่ 9 พ.ค.69 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เขาศึกษา วันที่ 20 พ.ค.69
ส่วนประเภทรับตรง 5 สมัครที่เว็บไซต์https://admission.rmutk.ac.th ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.-25 พ.ค.69 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก วันที่ 29 พ.ค.69 ลิงก์ไฟล์เอกสารและหลักฐานที่ใช้ในการสอบคัดเลือก ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.-5 มิ.ย.69 สอบคัดเลือกรูปแบบOnline หรือวิธีอื่นตามความเหมาะสมวันที่ 6 มิ.ย. พ69 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เขาศึกษา วันที่ 16 มิ.ย.69 นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังเข้าร่วมการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ( TCAS)รอบ3 ADMISSION รับสมัครผ่านเว็บไซต์ https://mytcas.com วันที่ 6 – 12 พ.ค. 69 ประมวลผลจัดลำดับโดยระบบ TCAS ครั้งที่ 1 วันที่ 13 – 19 พ.ค. 69 ครั้งที่ 2 วันที่ 22 – 24 พ.ค. 69ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ครั้งที่ 1วันที่ 20 พ.ค.69 ครั้งที่ 2 วันที่ 26 พ.ค.69 ยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาผ่านระบบ TCAS วันที่ 20-21 พ.ค.69 สละสิทธิ์เข้าศึกษาผ่านระบบ TCAS (เฉพาะผู้ที่ต้องการสละสิทธิ์) วันที่ 27 พ.ค. 69 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา วันที่ 12 มิ.ย. 69
สำหรับจำนวนรับนักศึกษามีดังนี้รับประเภทรับตรง รอบ 4 รับจำนวน 1,357 คน แยกเป็น คณะศิลปศาสตร์ 50 คน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 85 คน คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 135 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์172 คน คณะบริหารธุรกิจ 595 คน คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 260 คน คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ 45 คน และวิทยาลัยนานาชาติ 15 คน ส่วนรับตรงรอบ 5 รับจำนวน 1,275 คน แยกเป็น คณะศิลปศาสตร์ 45 คน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 50 คน คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 135 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ 130 คน คณะบริหารธุรกิจ 585 คน คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 280 คน คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ 35 คน และวิทยาลัยนานาชาติ 15 คน และการรับรอบ 3 ADMISSION รับจำนวน 2,456 คน แยกเป็น คณะศิลปศาสตร์ 370 คน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 355 คน คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 135 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ 371 คน คณะบริหารธุรกิจ 805 คน คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 255 คน คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ 105 คน และวิทยาลัยนานาชาติ 60 คน

Go To Lead


'นานาชาติมิดเดิลตัน'
เปิดตัวแคมปัสใหม่ รับการขยายตัวของตลาด
นาย Ng Yi-Xian ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม EtonHouse International Education Group กล่าวว่า โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน เปิดตัวแคมปัสแห่งใหม่ในย่านปิ่นเกล้าอย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการถ่ายทอดเอกลักษณ์ทางการศึกษาผ่านหลักสูตรสามภาษาและแนวคิดการเรียนรู้เชิงสืบค้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษานานาชาติในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อรองรับประสบการณ์การเรียนรู้ที่พร้อมสำหรับอนาคต ภายในแคมปัสประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย อาทิ สระว่ายน้ำ พร้อมสระสำหรับเด็กเล็ก ฮอลล์อเนกประสงค์ หอประชุม สนามกลางแจ้ง ลู่ปั่นจักรยาน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้อง Atelier และสตูดิโอดนตรี โดยทุกพื้นที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนทั้งการพัฒนาทางวิชาการและสุขภาวะของผู้เรียนอย่างรอบด้าน
อีกหนึ่งจุดเด่นของโรงเรียนคือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ออกแบบขึ้นจากแนวคิดที่ชัดเจน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่สตูดิโอศิลปะอาหาร (Culinary Atelier) ที่สะท้อนอัตลักษณ์อาหารไทยอันหลากหลาย ไปจนถึงสตูดิโอเล่านิทานในห้องสมุดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะหุ่นเชิดไทย แต่ละพื้นที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นจินตนาการ ทำให้การเรียนรู้มีชีวิตชีวา และมอบประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการเรียนรู้สำหรับทั้งเด็กและครอบครัว
"ท่ามกลางการเติบโตของตลาดโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ เป็นโรงเรียนแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่เข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย Reggio Children International Network อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นโรงเรียนแกนนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ The Contentment Foundation สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาวะและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นความสงบภายในของผู้เรียน โดย โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ จะทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลุ่มโรงเรียนนำร่องและศูนย์กลางความเป็นเลิศ เพื่อสนับสนุนโรงเรียนอื่น ๆ ในภูมิภาคที่ต้องการนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้" นาย Ng Yi-Xian กล่าว

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com