Education/Health
Hot News: 'บำรุงราษฎร์' ได้รับการยกย่องให้เป็น Asia’s Top Private Hospitals and Clinics 2026
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ยกระดับการดูแลผู้ป่วยและวิชาการด้านทันตกรรม
ศ.ทพ.ดร.พรชัย จันศิษย์ยานนท์ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เพื่อพัฒนาทางด้านการดูแลผู้ป่วยและด้านวิชาการ แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของโรงพยาบาล นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย การพัฒนามาตรฐานการให้บริการทางทันตกรรมและศัลยกรรมช่องปาก ตลอดจนการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างบุคลากรของทั้งสองสถาบัน คณะทันตแพทยศาสตร์ในฐานะหน่วยงานภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งในบางช่วงมีข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร โดยเฉพาะการผ่าตัดนอกเวลาราชการ ความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนจึงช่วยเปิดทางเลือกให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานและความคล่องตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน คณะฯ มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม เมื่อผสานกับระบบบริการของภาคเอกชนจะช่วยยกระดับคุณภาพการรักษา สร้างฐานข้อมูลทางการแพทย์ที่เข้มแข็ง และเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มุ่งประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางสำคัญ
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กับโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เป็นการต่อยอดเครือข่ายที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติการรักษา การทำงานที่คล่องตัว และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้ด้าน Service Mind และมาตรฐานการบริการแบบภาคเอกชน เพื่อนำมาพัฒนาระบบบริการของหน่วยงานรัฐให้ผู้ป่วยได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น ความร่วมมือนี้ยังเปิดโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม งานวิจัย และการขยายผลสู่การใช้งานจริง ตลอดจนเสริมภาพลักษณ์และศักยภาพของคณะฯ ผ่านการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนที่มีมาตรฐานระดับสากล โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือยกระดับคุณภาพการรักษาและประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย

Go To Lead


'บำรุงราษฎร์' ได้รับการยกย่องให้เป็น
Asia’s Top Private Hospitals and Clinics 2026
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้รับการยกย่องให้เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” หรือ Asia’s Top Private Hospitals and Clinics 2026 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จากการจัดอันดับของ Newsweekร่วมกับ Statista ใน 5 สาขาความเชี่ยวชาญ ได้แก่
ด้านการผ่าตัดเข่าและผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Surgery & Knee Replacement) ได้รับการจัดอันดับที่ 1 จาก 100 อันดับ
ด้านการผ่าตัดสะโพกและผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Hip Surgery & Hip Replacement) ได้รับการจัดอันดับที่ 1 จาก 100 อันดับ
ด้านการผ่าตัดไหล่ (Shoulder Surgery) ได้รับการจัดอันดับที่ 1 จาก 100 อันดับ
ด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ (Refractive Eye Surgery) ได้รับการจัดอันดับที่ 1 จาก 100 อันดับ
ด้านการผ่าตัดต้อกระจก (Cataract Surgery) ได้รับการจัดอันดับที่ 3 จาก 100 อันดับ (อันดับ 1 ในประเทศไทย)
"โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก การได้รับการจัดอันดับในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของเราที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของผู้ป่วย ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหาร และพนักงานของโรงพยาบาลฯ ทุกคน ในการส่งมอบการบริบาลทางการแพทย์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ป่วยของเรา ด้วยคุณภาพ ความปลอดภัย นวัตกรรม และความเอื้ออาทร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จของบำรุงราษฎร์ และทำให้เราได้รับความไว้วางใจในฐานะผู้ให้บริบาลทางการแพทย์ระดับโลก" ดร.อาทิรัตน์ กล่าว

Go To Lead


BDMS Wellness Clinic ชูโมเดล Wellness Ecosystem
นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้บรรยายในหัวข้อ “Wellness Hub Thailand: The Future of Global Wellness” สะท้อนแนวทางการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน สุขภาวะ การท่องเที่ยว และวิถีชีวิต เพื่อสนับสนุนการสร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศที่มีระบบสาธารณสุขก้าวหน้าอย่างออสเตรเลีย กำลังเผชิญความท้าทายจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 90% ของประชากรทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ ภายในงาน มีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักนครซิดนีย์, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน ณ นครซิดนีย์ และตัวแทนจากภาคธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย สะท้อนถึงความสนใจและโอกาสความร่วมมือระหว่างไทยและออสเตรเลียในการขับเคลื่อนอนาคตสุขภาวะในเวทีโลก
จากประเทศคุณภาพชีวิตสูง สู่วิกฤตสุขภาพเรื้อรัง: ออสเตรเลียเผชิญโจทย์ใหญ่ NCDs เมื่อกว่า 90% ของการเสียชีวิตมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และประชากรกว่า 17 ล้านคนมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนออสเตรเลียได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีคุณภาพชีวิตสูงที่สุดในโลก ด้วยระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และเมืองที่ออกแบบมาเพื่อการอยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพ ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหาร เทคโนโลยี และบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึง ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานสำคัญที่ยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของผู้คนมาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง หรือโรคอ้วน ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ และมีแนวโน้มไม่แตกต่างจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียและหลายประเทศทั่วโลก และท่ามกลางบริบทดังกล่าว นายแพทย์?ตนุพลได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการผลักดันแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ในฐานะยุทธศาสตร์สำคัญของอนาคตระบบสาธารณสุข โดยมุ่งสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงก่อนการเกิดโรค โดยเป้าหมายไม่จำกัดอยู่เพียงการดูแลสุขภาพของคนไทยเท่านั้น แต่ยังมุ่งขยายองค์ความรู้และโมเดลด้านสุขภาวะสู่ระดับนานาชาติ เพื่อให้ผู้คนทั่วโลก รวมถึงประชาชนชาวออสเตรเลีย สามารถมีสุขภาพที่แข็งแรง และลดโอกาสการเผชิญกับ NCDs ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
“ในมิติทางเศรษฐกิจ การพัฒนา Wellness Destination ไม่ได้เป็นเพียงการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศ หากยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาล ผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพ การท่องเที่ยว และภาคบริการให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่สุดคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบ ‘Wellness Ecosystem’ ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และชุมชนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันออกแบบระบบสุขภาวะที่แข็งแรงจากภายในประเทศ เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการดูแลสุขภาพของคนไทย แต่คือการยกระดับประเทศไทยให้เป็นพื้นที่แห่งการฟื้นฟูสำหรับผู้คนจากทั่วโลก เราอยากเห็นประเทศไทยได้รับการขนานนามว่า ‘The Land of Life’ ดินแดนที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้มาเยือนทุกคน ดินแดนที่ใครก็ตามที่เดินทางมา จะได้กลับไปพร้อมสุขภาพที่ดีขึ้น ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และ จิตวิญญาณ” นายแพทย์ตนุพล กล่าวทิ้งท้าย

Go To Lead


เตือนพบสัตว์ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยพบสัตว์ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคใต้ของไทย ซึ่งข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ปี 2569 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ที่จังหวัดระยอง และพบเชื้อพิษสุนัขบ้าในสัตว์ตั้งแต่ 1 มกราคม –20 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 50 ตัว ของตัวอย่างทั้งหมด 532 ตัว จาก 77 จังหวัด โดยตรวจพบมากที่สุดในสุนัข
โรคพิษสุนัขบ้าส่วนมากพบในพื้นที่เดิมของปี 2568 และระบาดไปยังพื้นที่ใกล้เคียง จึงทำให้มีความเป็นไปได้ว่าสัตว์ที่ติดโรคพิษสุนัขบ้า อาจแพร่เชื้อไปสู่สัตว์เลี้ยงในครัวเรือน หากประชาชนนำ โค-กระบือที่ติดเชื้อและตายโดยไม่ทราบสาเหตุมาชำแหละ หรือนำมารับประทานแบบดิบ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้ หากติดเชื้อและแสดงอาการแล้วจะเสียชีวิตทุกราย ซึ่งที่ผ่านมาเคยพบว่า มีผู้ติดโรคพิษสุนัขบ้าจากการกินเนื้อสัตว์ที่ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงของตนเอง หากพบสัตว์ที่เลี้ยงไว้มีอาการผิดปกติ เช่น ซึม ก้าวร้าว น้ำลายไหล เดินเซ หรือล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หรือสาธารณสุขในพื้นที่ทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบและควบคุมโรคอย่างเหมาะสม กรณีถูกกัด ถูกข่วน ให้รีบล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดและสบู่นาน 15 นาที จากนั้นเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ และรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคทันที โดยไม่ต้องรอให้สัตว์ตาย

Go To Lead


“จุฬาฯ ผนึกกรมอนามัย เปิดตัว “เวฬา (VELA) รุ่นที่ 4”
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมแถลงข่าวความร่วมมือด้านวิชาการ พร้อมเปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการแพทย์และสุขภาพ “เวฬา รุ่นที่ 4” หรือ “Vitality Enhancement & Longevity Academy (VELA) Batch 4” อย่างเป็นทางการ
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Chula Togetherness & Growth” จุฬาฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับจากการเป็นสถาบันการศึกษาผู้ผลิตบัณฑิต สู่การเป็นผู้สร้าง “ผู้นำและนวัตกรรม” (Leaders and Innovators) ที่สามารถนำเทคโนโลยีไปขับเคลื่อนสังคมได้จริง หลักสูตรดังกล่าวไม่ใช่เพียงการเรียนเชิงวิชาการ แต่เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางดูแลสุขภาพเชิงระบบ โดยเน้นให้ประชาชนมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity) และมีสุขภาวะที่ดีตลอดช่วงชีวิต ที่ผ่านมาโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจาก 3 รุ่นก่อนหน้า และในรุ่นที่ 4 มีผู้สมัครจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรระดับผู้นำที่มีบทบาทสำคัญต่อองค์กรและสังคม สามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนานโยบายและสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ตามจุฬาฯ ยังมุ่งใช้หลักสูตรเป็นต้นแบบการเรียนรู้เพื่อประชาชน ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต ควบคู่กับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในทุกช่วงวัย
รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาฯ กล่าวว่าหลักสูตร “เวฬา” เกิดจากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ (เปลี่ยนจากบัณฑิตวิทยาลัย) คณะแพทยศาสตร์ และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ Degree Plus (บริษัท ดีกรีพลัส จำกัด) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Medicine) เข้ากับมิติการบริหารจัดการและภาวะผู้นำในยุค Longevity Living หลักสูตรมุ่งเสริมศักยภาพผู้นำให้เข้าใจสุขภาพในฐานะปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรและชีวิตระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

Go To Lead


มรภ.สวนสุนันทา สร้างบัณฑิตแฟชั่นยุคใหม่ SSRU
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เดินหน้าขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Italian Institute of Fashion Management (IIFM) ณ เมือง มิลาน ประเทศ อิตาลี เพื่อพัฒนาการศึกษาด้านแฟชั่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยคณะผู้บริหารที่ได้เข้าร่วมในพิธีลงนามความร่วมมือดังกล่าว ประกอบด้วย รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พร้อมด้วย รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ดร.เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อ.ต้นฝน ทรัพย์นิรันดร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ผศ.ดร.ชนกนาถ มะยูโซ๊ะ รองคณบดีฝ่ายบริหาร และ ผศ.สุภาวดี จุ้ยศุขะ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสไตลล์ลิ่ง คณะศิลปกรรมศาสตร์
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองสถาบันจะร่วมกันดำเนินกิจกรรมทางวิชาการและวิชาชีพในหลายมิติ ได้แก่ การจัด Exclusive Workshop โดยผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมแฟชั่นยุโรป การพัฒนาหลักสูตรร่วม (Joint Program) ที่ผสานองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา และนักวิจัย ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมแฟชั่นของอิตาลี เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในระดับนานาชาติอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนด้านแฟชั่นของไทยให้เทียบเท่าระดับโลก พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาวระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพบัณฑิตให้มีความพร้อมทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และความเข้าใจตลาดแฟชั่นสากล

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com