Education/Health/Culture
Hot News: เตือน"ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน // วอลล์สตรีท อิงลิช ตั้งเป้ารายได้ 2,000 ล้านบาท // 'อักษร เอ็ดดูเคชั่น' เผยเทรนด์การศึกษา //สคช.เปิด 'อีเทรนนิ่ง//'ไข้เลือดออก' พุ่ง 60,000 คน//เตือน 'ตาแห้ง' ภัยเงียบ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
วอลล์สตรีท อิงลิช ตั้งเป้ารายได้ 2,000 ล้าน
นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานกรรมการ วอลล์สตรีท อิงลิช ประเทศไทย เปิดเผยว่า วอลล์สตรีท อิงลิช มีอยู่ทั้งหมด 14 สาขาในประเทศไทย รวมถึงการการเปิดสาขาใหม่ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ซึ่งเราก็ยังคงมาตรฐานทุกๆ อย่าง ภายใต้แบรนด์ วอลล์สตรีท อิงลิชไว้เป็นอย่างดี ในปีนี้เราได้เปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 3 สาขา และวางแผนไว้ว่าในอีกไม่เกินสองปีข้างหน้าเราจะมีสาขาเพิ่มอีกให้ได้ 28 สาขา ขยายไปทั่วประเทศไทย คาดรายได้ในช่วง 2 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งแผนการขยายสาขาในอนาคตนี้ จะเป็นรูปแบบที่บริษัทดำเนินการเองและขยายสาขารูปแบบแฟรนไชส์ในต่างจังหวัด โดยผู้ร่วมลงทุนสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเพียง 2 ถึง 3 ปี เนื่องจากยังคงมีผู้ต้องการมีทักษะความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ด้วยหลักสูตร MULTIMETHOD? เอกสิทธิ์เฉพาะของวอลล์สตรีท อิงลิช ที่มีระบบการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอนผ่านการรับรองผลจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผสานรูปแบบการเรียนรู้ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าเมื่อมาเรียนแล้ว ต้องได้ผลอย่างแน่นอน ซึ่งหลักสูตรนี้มีใช้เฉพาะที่วอล์ลสตรีท อิงลิช เพียงแห่งเดียว เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้ใช้ทักษะภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพจากหลักสูตรเจ้าของภาษา"
"การขยายตัวของเออีซีและโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมทั้งการที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นในด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ การเป็นฮับโลจิสติกส์ ดึงดูดให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาตั้งฐานทัพการค้า การลงทุน ทำให้การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม หากเราไม่มีการพัฒนาศักยภาพด้านภาษาอังกฤษ ก็อาจจะทำให้เสียโอกาสการแข่งขันทางการค้าและแรงงานให้ต่างชาติ" แมทธิวกล่าว
ด้าน โอฬาร พิรินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วอล์ลสตรีท อิงลิช ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า "เพราะเราเป็นแบรนด์สอนภาษาระดับพรีเมียมอันดับ 1 ของประเทศไทย เราจึงมุ่งมั่นที่จะทำให้วอล์ลสตรีทอิงลิช ประเทศไทย จะไม่ใช่แค่สถาบันหรือโรงเรียนสอนภาษา แต่จะเป็น 'English Learning and Lifestyle Center' หรือ แหล่งเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างมีสไตล์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในทุกมิติให้กับผู้มาเรียน โดยมีครูเจ้าของภาษาคอยดูแล โปรแกรมภาษาอังกฤษของวอลล์สตรีท อิงลิช ได้รับการออกแบบสำหรับทุกระดับของผู้เรียน โดยมีระดับที่แตกต่างของคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ 20 ระดับ ตั้งแต่ระดับผู้เริ่มต้นจนถึงผู้เชี่ยวชาญ ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาในสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้นภายในเซ็นเตอร์ มีการบูรณาการคลาสเรียนต่างๆ ให้ทันสมัย เช่น พานักเรียน เพื่อนๆ และครอบครัว เปลี่ยนบรรยากาศการเรียนในห้องเรียน ไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ ตามแนวความคิด "ทุกที่คือแหล่งเรียนรู้ สนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษได้แบบมีสไตล์" เรามีการพัฒนาโปรแกรม MyStudy (มายสตาดดี้) ซึ่งเป็นโปรแกรมติดตามการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง ทุกที่ทุกเวลา สามารถจองคลาสเรียน เช็คตารางเรียน ดูประวัติการเรียนของตนเองผ่านระบบมือถือ เพื่อวางแผนการจัดการในการพัฒนาศักยภาพด้านภาษาอังกฤษของตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ง่าย สะดวก ตรงตามระดับชั้น ตอบสนองความต้องการให้กับนักเรียนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดีนักเรียนของวอลล์สตรีท อิงลิชจะจัดแบ่งตามช่วงอายุ 3 ช่วง ได้แก่ 15-22 ปี 23 - 29 ปี และ 30 ปีขึ้น ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักของเรามีด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นคนรุ่นใหม่ที่เห็นความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษและเลือกที่จะมาฝึกภาษากับวอลล์สตรีทอิงลิช ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการเรียนในต่างประเทศ รวมถึงกลุ่ม "นิว มิลเลนเนียล" ที่มองว่าภาษาอังกฤษจะช่วยให้การเดินทางไปต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายขึ้น กลุ่มที่สองเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานในธนาคาร บริษัทส่งออก บริษัทโลจิสติกส์ ธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ ผู้มีประสบการณ์การทำงาน และเจ้าของธุรกิจที่อยากจะพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งทุกกลุ่มให้ความสนใจในการมาเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษกับเรา เนื่องจากคอร์สเรียนที่ราคาสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพียง 5,000 บาทต่อคอร์ส ก็สามารถมาเรียนได้โดยไม่ต้องบินไปเรียนถึงเมืองนอก"

Go To Lead


'อักษร เอ็ดดูเคชั่น' เผยเทรนด์การศึกษา
นายตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านนวัตกรรมทางการศึกษา และออกแบบกระบวนการเรียนการสอนครบวงจร เผยเทรนด์การศึกษาไทยในยุค 4.0 ร่วมแชร์ไอเดียห้องเรียนที่ดีในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก เตรียมจัดสัมมนาวิชาการใหญ่ร่วมกับองค์กรภาครัฐ ชื่องาน "Aksorn Teaching Forum 2018" ภายใต้แนวคิดอนาคตเด็กไทยสร้างได้ ด้วยผู้บริหารและครูมืออาชีพ ภายในงานประกอบด้วย 6 โครงการสัมมนาวิชาการ ได้แก่ โครงการสัมมนาผู้นำทางการศึกษาแห่งประเทศไทย 2561 (Thailand's Education Leader Symposium หรือ TELS 2018) ในวันที่ 29 พ.ย. 2561 ณ อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี งานภาษาไทย ภาษาชาติ, งานวิทยาศาสตร์c และงานสังคมศึกษา ในวันที่14/ 15/ 16 พ.ย. 2561 ตามลำดับ งานปฐมวัย และงานคณิตศาสตร์ ในวันที่ 19/ 20 ธ.ค. 2561 ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ซึ่งปีนี้ยกพลนักคิดและผู้นำทางการศึกษาระดับโลกร่วมแชร์ไอเดีย หวังจุดประกายและยกระดับคุณภาพการศึกษาพร้อมครูไทย
ทั้งนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาและคุณครูที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโอกาสครั้งสำคัญนี้ สามารถลงทะเบียนฟรีได้แล้ว ผ่านทางเว็บไซต์ของอักษรที่ www.aksorn.com/teachingforum2018 และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2622-2999 ติดต่อแผนกอบรมสัมมนา

Go To Lead


สคช.เปิด 'อีเทรนนิ่ง
นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือ สคช. เปิดเผยว่า สคช.ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากงบบูรณาการของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดแผนการเพิ่มโอกาสสร้างช่องทางในการเรียนรู้สมรรถนะอาชีพใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและยกระดับองค์ความรู้ในการพัฒนาตนเอง กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือด้วยระบบอีเทรนนิ่ง ที่ให้บริการเนื้อหาและสื่อเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ในรูปของเทรนนิ่งแพคเกจ (Training package) ที่พัฒนาจากมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการประเมิน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป ใน 7 สาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย สาขาวิชาชีพบริการยานยนต์ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจผู้ให้บริการด้านการนำเที่ยว (มัคคุเทศก์) อุตสาหกรรมการผลิตแม่พิมพ์ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจการบิน และช่างแมคคาทรอนิกส์ หลังจากนี้อีก 6 เดือน มีแผนการเพิ่มเทรนนิ่งแพคเกจอีก 5 สาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย ธุรกิจรักษาความปลอดภัย หุ่นยนต์และงานอัตโนมัติเพื่องานอุตสาหกรรม มาตรวิทยา (ผู้สอบเทียบเครื่องมือ) ช่างเชื่อม และผู้ควบคุมการก่อสร้าง"
ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังคนวัยทำงานทั่วประเทศประมาณ 35 ล้านคน สคช.มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 โดย สคช.จะพัฒนาระบบ อีเทรนนิ่งในอนาคตให้ตอบความต้องการมากขึ้น ทั้งในการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอาชีพเพื่อพัฒนาเนื้อหาสื่อการเรียนรู้ การให้การรับรองความรู้ในรูป E-Certificated เพื่อใช้เป็นหลักฐานการรับรองความรู้ได้ในอนาคต และว่า ได้ร่วมกับสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอจัดอบรมหลักสูตรความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานข้อกำหนดทั่วไปสำหรับหน่วยรับรองบุคลากรตามมาตรฐาน ISO/IEC 17024 และมาตรฐานอาชีพ เพื่อให้การรับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพของประเทศไทย เทียบเคียงกับระบบรับรองความสามารถของบุคคลในระดับสากลด้วย

Go To Lead


'ไข้เลือดออก' พุ่ง 60,000 คน
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมในไทยพบประมาณ 6 หมื่นคน น้อยกว่าที่คาดการณ์ว่าจะเทียบเท่าการระบาดใหญ่เมื่อปี 2558 ส่วนผู้เสียชีวิตประมาณ 80 ราย นอกจากนี้ สถานการณ์การป่วยในช่วงที่ผ่านมาถือว่าลดลงเรื่อยๆ คาดว่าเป็นผลมาจากการทำจิตอาสาปราบยุงลาย หมู่บ้านที่มีการระบาดลดลงจากกว่า 400 แห่งเหลือกว่า 200 แห่ง แต่ช่วงนี้เป็นปลายฝนต้นหนาวทำให้หลายพื้นที่มีน้ำขังและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ทำให้มียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่และที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ คือกรุงเทพฯ บริเวณพื้นที่รอยต่อกับจังหวัดปริมณฑล พื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคกลางตอนล่าง เป็นต้น ซึ่งหวังว่าโครงการจิตอาสาครั้งนี้จะช่วยควบคุมสถานการณ์ได้

Go To Lead


เตือน 'ตาแห้ง' ภัยเงียบ
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์กล่าวว่า โรคตาแห้งถือเป็นโรคทางตาชนิดหนึ่งเป็นภาวะที่น้ำตาหล่อลื่นลูกตาไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการระคายเคือง แสบตา เหมือนมีฝุ่นอยู่ในดวงตาตลอดเวลา อาการตาแห้งสามารถพบได้ในทุกเพศและทุกวัย แต่จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยผู้หญิงที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงมากกว่าในวัยอื่น โรคตาแห้งแม้จะไม่ร้ายแรง แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้กระจกตาเป็นแผลโรคตาแห้งสามารถเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรืออ่านหนังสือ เป็นเวลานานๆ การใส่คอนแทคเลนส์ไม่ได้คุณภาพ ห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง สถานที่ที่มีฝุ่น มีแสงแดดจ้า หรือในกลุ่มผู้ที่มีการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

Go To Lead


เตือน"ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากข่าวที่มีการแชร์วิธีลอกสิวเสี้ยนที่จมูกโดยการใช้กาวตราช้างทาลงบน กระดาษกาว ก่อนจะปิดลงบนจมูกแล้วลอกออกนั้น เป็นวิธีที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้มาก เพราะอาจทำให้เกิดอาการผิวอักเสบในผู้ที่แพ้กาวหรือส่วนประกอบของกาว การ แปะด้วยวิธีดังกล่าว หากใช้ปริมาณกาวมากเกิน ทำให้มีผลข้างเคียงเพิ่มมากขึ้น และหรือหากไปสัมผัสบริเวณผิวหนัง/อวัยวะส่วนอื่น เช่น รอบดวงตา หรือริมฝีปาก ที่ผิวหนัง บอบบาง เกิดอาการระคายเคืองง่าย อาจทำให้เกิดผิวไหม้พอง เป็นแผลเป็นถาวรได้
แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กาวตราช้าง หรือที่รู้จักกันในชื่อซุปเปอร์กลูหรือพาวเวอร์กลู เป็นสารเคมีใน กลุ่มไซยาโนอะคริเลต(cyanoacrylate) มีคุณสมบัติเป็นสารยึดติดที่แห้งเร็ว ทำให้วัสดุติดทนนาน และนิยมใช้ในเชิงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม กาวชนิดนี้มีโครงสร้างทาง เคมีที่เหมาะสำหรับใช้เฉพาะเชิงอุตลาหกรรม (Industrial grade) การใช้กาวชนิดนี้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้สัมผัสโดยตรงที่ผิวหนัง เพราะเกิดปฏิกิริยารวดเร็ว ทำให้มีการคาย ความร้อนที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังได้มากกว่ากาวที่ใช้เฉพาะทางการแพทย์(Medical grade) นอกจากนี้ การสลายตัวของสารจะมีการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) และอัลคิลไซยาโนอะคริเลต (Alkyl cyanoacrylate) ซึ่งแม้จะมีปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ก็อาจเกิดพิษต่อเนื้อเยื่อและระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย ผู้ที่ต้อง การกำจัดสิวเสี้ยนจึงควรใช้วิธีอื่นๆที่มีความปลอดภัยมากกว่า เช่น การใช้สารธรรมชาติ เช่น ไข่ขาว หรือการใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนที่มีวางจำหน่ายทั่วไป ถึงแม้จะมีราคา แพงกว่าการใช้กาวตราช้างแต่มีความปลอดภัย ซึ่งไม่เป็นพิษ และเกิดการระคายเคืองกับผิวหนังน้อยกว่า ตลอดจนมีการกำหนดปริมาณกาวในปริมาณที่พอเหมาะและออก แบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและปลอดภัยกว่า

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com