Education/Health
Hot News: สธ.ตั้งเป้าลดอัตราคลอดก่อนกำหนดไม่เกินร้อยละ 8
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
สธ.ตั้งเป้าลดอัตราคลอดก่อนกำหนดไม่เกินร้อยละ 8
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการคลอดก่อนกำหนดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 9.91 ซึ่งอยู่ในระดับสูง เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับภาคีเครือข่ายจึงกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดให้ต่ำกว่า ร้อยละ 8 การคลอดก่อนกำหนดก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งเรื่องความพิการความบกพร่องของทารก ส่งผลต่อสติปัญญาและการเจริญเติบโตของทารกในชีวิตระยะยาว ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของครอบครัว และยังมีาการสูญเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น การต้องอยู่ในโรงพยาบาลของทารกและคลอดก่อนกำหนดยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปี จะส่งผลให้ครอบครัวสูญเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 300,000 บาท ทั้งนี้ ภาวะคลอดก่อนกำหนดสามารถป้องกันได้ หัวใจสำคัญที่สุดคือ การฝากครรภ์ให้เร็วที่สุด ก่อน 12 สัปดาห์และสม่ำเสมอ ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง รวมทั้ง การระมัดระวังหากมีภาวะเสี่ยง 5 ประการ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคโลหิตจาง การติดเชื้อทางช่องคลอดทางเดินปัสสาวะหรือโรคทางช่องปาก ซึ่งจะต้องรีบพบแพทย์โดยเร็ว สำหรับการประชุมติดตามผลการดำเนินงานครั้ง กรมอนามัยและภาคีเครือข่ายยังมีเป้าหมายป้องกันการคลอดก่อนกำหนด
แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยได้นำเสนอความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้โครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดปี 2567 – 2568 กรมอนามัยมีแผนพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขในหน่วยบริการ (Hospital Based) ปี 2569 โดยดูแลสุขภาพหญิงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ หลังคลอด และการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด รวมถึงการติดตามพัฒนาการเด็กจนถึงอายุ 2 ปี สำหรับกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร ได้รายงานความก้าวหน้าและนำเสนอแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ทั้งรูปแบบ Community Based และ Hospital Based เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง

Go To Lead


‘ฟาสซิโน’
เปิด ‘ศูนย์ยาฟาสซิโน สาขา BTS ศาลาแดง’
ญาณิน พิศาลวาเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรฟาสซิโน จำกัด เปิดเผยว่า จากความสำเร็จตลอดกว่า 43 ปี และเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็น Healthcare Destination ฟาสซิโนเดินหน้ายกระดับการดูแลสุขภาพของคนเมือง ด้วยการเปิดตัว “ศูนย์ยาฟาสซิโน สาขา BTS ศาลาแดง” แลนด์มาร์กด้านสุขภาพแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 230 ตารางเมตร ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดจากศูนย์ยาต้นแบบสาขาศิริราช ที่เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันควบคู่กับการรักษา โดยฟาสซิโนไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นพื้นที่สุขภาพที่ทุกคนสามารถเข้ามาปรึกษาเภสัชกรได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เจ็บป่วยก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากขึ้น ซึ่งการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันมีบทบาทสำคัญ ทั้งการเลือกวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควบคู่ความเชี่ยวชาญด้านยาเฉพาะทาง เวชภัณฑ์ ยาที่ต้องใช้ต่อเนื่อง และอุปกรณ์การแพทย์ รองรับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยพักฟื้น และผู้สูงอายุอย่างครบวงจร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงามมากกว่า 25,000 รายการ
วีริศ หิรัญเมฆาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท เรียลเมดคอร์ป จำกัด เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับฟาสซิโนในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์และสินค้ากลุ่มโฮมแคร์ครบวงจรภายใต้แบรนด์ “Realmedstore” ซึ่งเป็นสาขาที่ 4 และเป็นสาขาแรกที่ร่วมมือกับฟาสซิโนเพื่อให้เข้าถึงผู้ใช้งานได้กว้างขึ้น โดยเรียลเมดคอร์ปในฐานะผู้นำเข้า จัดจำหน่าย และผู้เชี่ยวชาญครุภัณฑ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ครบวงจร ได้รับความไว้วางใจจากโรงพยาบาลชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ด้วยสินค้ามาตรฐานคุณภาพกว่า 2,000 รายการ อาทิ เครื่องผลิตออกซิเจน เตียงผู้ป่วย เครื่องดูดเสมหะ หน้ากากให้ออกซิเจน ชุดพ่นยา ชุดสายให้ออกซิเจน สายดูดเสมหะระบบปิด รถเข็นไฟฟ้า และสินค้าอุปกรณ์การแพทย์อื่นๆ
นอกจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์แล้ว ยังสร้างความต่างด้วยการบริการหลังการขาย ศูนย์ซ่อมมาตรฐาน บริการเครื่องผลิตออกซิเจนสำรอง และการบริการจัดส่งพร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำถึงบ้าน รวมถึงบริการให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจด้านความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้งาน ความร่วมมือครั้งนี้จึงช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการกระจายสินค้าและบริการหลังการขาย รองรับสังคมผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลต่อเนื่องที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน ฟาสซิโน (Fascino) มีศูนย์ยาหลัก 4 แห่ง ได้แก่ สาขาท่าน้ำ–ศิริราช, สาขาพัทยา, สาขาเชียงใหม่ และ ศูนย์ยาฟาสซิโน สาขา BTS ศาลาแดง ซึ่งนับเป็นศูนย์ยาแห่งที่ 4 ของบริษัท ควบคู่เครือข่ายร้านยาฟาสซิโนรวม 115 สาขาทั่วประเทศ และร้านยาแฟรนไชส์อีก 8 สาขา พร้อมแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพในทำเลสำคัญ รองรับเทรนด์การดูสุขภาพของผู้คนในสังคมเมืองใหญ่ทั้งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ควบคู่การยกระดับมาตรฐาน ร้านขายยา ให้เป็นศูนย์รวมด้านสุขภาพแบบครบวงจร

Go To Lead


มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนา
“บุคลากรสินทรัพย์ดิจิทัล”
ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ BINANCE TH by Gulf Binance ผู้นำแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการกำกับดูแลภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งเสริมและเพิ่มพูนทักษะให้กับบุคลากร พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็น Digital Asset Hub แห่งอาเซียน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชนไม่น้อยกว่า 1,000 คนต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการเป็น ‘Smart University’ และการปรับตัวสู่ยุค Thailand 4.0 รวมถึงการสนับสนุนแผนพัฒนาบุคลากรดิจิทัลระดับชาติ การร่วมมือกับ GULF และ BINANCE TH จะช่วยให้นักศึกษาของเราได้รับความรู้ที่ทันสมัยและประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ในด้านทฤษฎี แต่ยังรวมถึงการประยุกต์ใช้จริงในธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก และช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีบล็อกเชนในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน
ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ ทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่ครอบคลุมเนื้อหาหลักดังนี้:• เทคโนโลยีบล็อกเชนและการประยุกต์ใช้ – ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการพัฒนาโซลูชันบล็อกเชน • การเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล – เรียนรู้การลงทุน การซื้อขาย และการจัดการพอร์ตโฟลิโอ • กฎหมายและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ – ศึกษากฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย • ความปลอดภัยไซเบอร์ – การรักษาความปลอดภัยในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล • การพัฒนานวัตกรรม – นวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล (FinTech Innovation)
สำหรับความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่การลงนาม โดยทั้งสามองค์กรจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Digital Asset Hub แห่งอาเซียน และจำนวนผู้ใช้งานในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอาเซียนคาดว่าจะแตะ 108.79 ล้านคนภายในปี 2026

Go To Lead


วัฒนาวิทยาลัย
ตอกย้ำผู้นำโรงเรียนปลอดโทรศัพท์
อาจารย์ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กล่าวว่า ด้วยข้อตกลงที่ชัดเจนระหว่างโรงเรียนกับนักเรียนทุกคน ทางโรงเรียนได้กำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดโทรศัพท์มือถือ สำหรับนักเรียนทุกคนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา ไปจนถึงมัธยมศึกษา โดยใช้มาตรการนี้มานานกว่า 35 ปีแล้ว ตอกย้ำความเป็นผู้นำโรงเรียนปลอดโทรศัพท์อย่างแท้จริง“นี่อาจเป็นความท้าทายเล็กน้อยสำหรับนักเรียนบางคน ที่ต้องปรับตัวจากการมีโทรศัพท์คู่ใจที่บ้านสู่การใช้ชีวิตในโรงเรียนที่ปราศจากหน้าจอ แต่ที่นี่พวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว มีคุณครูที่เปรียบเสมือนแม่คนที่สอง รุ่นพี่ที่เข้าใจ และเพื่อน ๆ ที่พร้อมจะดูแล ได้ผนึกกำลังกันสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น เพื่อชี้ให้เห็นว่า การใช้ชีวิตร่วมกันแบบไม่พึ่งพาโทรศัพท์นั้น คือกุญแจสำคัญที่เติมเต็ม คุณค่า ความสนุก และการเรียนรู้ ได้อย่างไม่ขาดหายอย่างแท้จริง
โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเล็งเห็นถึงผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือและสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นสมาธิที่ลดลงจากการแจ้งเตือนหรือความเคยชินในการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้งาน การขาดความต่อเนื่องในการเรียนรู้เนื่องจากถูกรบกวนจากโลกออนไลน์ รวมถึงการลดลงของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เมื่อนักเรียนเลือกใช้เวลาว่างกับหน้าจอมากกว่าการพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน
ในบริบทของโรงเรียนประจำ มาตรการงดนำโทรศัพท์เข้ามาในโรงเรียนยังช่วยควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น สื่อลามกอนาจาร เนื้อหาที่มีความรุนแรง หรือเนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนักเรียน อีกทั้งยังเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะในพื้นที่หอพัก ลดความเสี่ยงจากการถ่ายภาพหรือวิดีโอส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต และช่วยลดปัญหาการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งเป็นปัญหาที่จัดการได้ยากในสังคมออนไลน์

Go To Lead


'มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ'
เน้นย้ำให้ความรู้ไทรอยด์
เนื่องในเดือนตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไทรอยด์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ คณะแพทยศาสตร์ ประเทศเกรเนดา หมู่เกาะเวสต์อินดีส ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้คนไทยตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไทรอยด์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มักไม่ได้รับการวินิจฉัย แม้จะพบได้บ่อยในประชากรทั่วไป โรคไทรอยด์ โดยเฉพาะภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) และภาวะไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) จัดเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ถูกวินิจฉัยต่ำกว่าความเป็นจริงมากที่สุดทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยประมาณ 200 ล้านคน และมีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทยมากกว่า 2,000 รายในปี 2563 เพียงปีเดียว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาการมักไม่ชัดเจนและคลุมเครือ เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ผมร่วง หรืออารมณ์แปรปรวน ทำให้หลายคนใช้ชีวิตอยู่เป็นเวลานานโดยไม่รู้ว่าตนเองมีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแนะนำให้ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไทรอยด์ เข้ารับการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจเลือดเหล่านี้ช่วยวัดระดับฮอร์โมน และทำให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนที่โรคจะลุกลาม ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคไทรอยด์อย่างทันท่วงทีสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมาก หากตรวจพบและรักษาเร็ว ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ภาวะมีบุตรยาก โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความผิดปกติของระบบเผาผลาญ
สำหรับหลักสูตรของ SGU ผสานความรู้ทางทฤษฎีเข้ากับประสบการณ์ทางคลินิกอย่างเข้มข้น ช่วยให้นักศึกษาแพทย์สามารถสังเกตสัญญาณเล็กน้อยที่อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของต่อมไทรอยด์หรือระบบต่อมไร้ท่ออื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ SGU สนับสนุนให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพต่อมไทรอยด์ และร่วมกันส่งเสริมแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน โดยการใช้ชีวิตอย่างสมดุลและใส่ใจสุขภาพของตนเอง บุคคลสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไทรอยด์ และสร้างพื้นฐานสุขภาพที่ดีในระยะยาว

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com