Education/Health/Culture
Hot News: ย้ำ! บริโภคเนื้อไก่ไทยปลอดภัย//'กทม.'จับมือ 'สธ.' ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ //รู้เท่าทัน 'สุขภาพตาเด็กในยุคดิจิทัล' //'ม.นวมินทราธิราช' มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพ//'OKMD' ปั้นครูพันธุ์ใหม่
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'เตือน' โรคไข้ฉี่หนูพุ่งหน้าฝน
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้ฉี่หนู (Leptospirosis) ในประเทศไทย ปี 2562 มีรายงานผู้ป่วยแล้ว 737 ราย เสียชีวิต 9 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 45-54 ปี (ร้อยละ 19.95) จังหวัดที่พบผู้ป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ศรีสะเกษ พังงา และยโสธร โดยผู้ป่วยเกือบครึ่งอยู่ในอาชีพเกษตรกร (ร้อยละ 45.6)”
การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ เนื่องจากเดือนมิถุนายนเป็นช่วงเริ่มฤดูฝนและฤดูกาลทำนา จึงคาดว่าช่วงนี้มีโอกาสจะพบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม เกษตรกรที่อาจสัมผัสกับเชื้อโรคมากกว่ากลุ่มอื่นๆ กรมควบคุมโรค ขอแนะนำว่า การป้องกันโรคไข้ฉี่หนูทำได้โดยการกำจัดหนู ซึ่งเป็นสัตว์สำคัญที่นำโรค หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งแวดล้อม ที่อาจปนเปื้อนเชื้อ โดยการสวมถุงมือ สวมรองเท้าบูทขณะทำงานสัมผัสดินและน้ำ หากจำเป็นต้องลุยน้ำที่ท่วมขังด้วยเท้าเปล่า ต้องระวังอย่าให้ผิวหนังที่เป็นแผลหรือรอยถลอกโดนน้ำ แล้วรีบล้างส่วนที่สัมผัสกับน้ำด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หลังจากนั้นเช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้งทันที หากประชาชนมีอาการของโรคไข้ฉี่หนู ได้แก่ ไข้หนาวสั่น ตาแดง ปวดศีรษะ ปวดบริเวณ น่องหรือโคนขา ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

Go To Lead


ย้ำ! บริโภคเนื้อไก่ไทยปลอดภัย
อ.สพ.ญ.พัชราภรณ์ ขำพิมพ์ อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผู้บริโภคบางกลุ่มยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่ว่าการบริโภคเนื้อไก่ที่มีฮอร์โมนเร่งโตตกค้าง ทำให้วัยรุ่นโตเร็วกว่าวัย ซึ่งโดยข้อเท็จจริงในปัจจุบันไม่มีการใช้ฮอร์โมนเร่งโตในการเลี้ยงไก่แล้ว จากการนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงพันธุ์ไก่ให้เป็นสายพันธฺ์ที่โตเร็ว การมีระบบการป้องกันโรคที่ดี การเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่ทันสมัย รวมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตอาหารที่เหมาะกับช่วงวัยของการเติบโตของไก่ สามารถคำนวณและผสมอาหารสำเร็จรูปให้ได้สารอาหารตรงตามความต้องการของสายพันธุ์ ทำให้ไก่เติบโตได้ตามลักษณะของสายพันธุ์ที่โตได้เร็วอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเสริมสารเร่งโตแต่อย่างใด
นอกจากนี้ กฎหมายด้านความปลอดภัยของอาหาร กำหนดว่าการใช้ฮอร์โมนในไก่ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เพิกถอนตำรับของฮอร์โมนนี้ไปแล้ว โดย อย. มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 417/2528 ลงวันที่ 23 กันยายน 2529 เพิกถอนทะเบียนตำรับยาสำหรับสัตว์ Hexoestrol ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ใช้ในสัตว์ปีก หากมีการลักลอบใช้ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และหากนับจากวันที่ประกาศจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นระยะเวลาเกือบ 33 ปีแล้วที่มีการใช้กฎหมายนี้ จึงทำให้ฮอร์โมนที่ใช้เร่งโตในไก่ดังกล่าวถูกปราบปรามจนหมดจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ไทย
"ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวไปแล้ว ทำให้เกษตรกรยุคใหม่ สามารถเลี้ยงไก่ให้โตเร็วและมีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาดได้ โดยไม่ต้องใช้ฮอร์โมนช่วยเร่งการเจริญเติบโตอีกต่อไป" อ.สพ.ญ.พัชราภรณ์ กล่าวย้ำ

Go To Lead


'กทม.'จับมือ 'สธ.' ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่
กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) สภากาชาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมคลินิกชุมชนอบอุ่น(สคช.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร หน่วยบริการทางการแพทย์ในเขตกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัด “โครงการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และรับบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” กำหนดจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ถึง 4 พฤษภาคม 2563
โดยกิจกรรมประกอบด้วยการให้บริการ 6 ด้าน ได้แก่ 1.ตรวจสุขภาพ รักษาโรคทั่วไป 2.ตรวจวัดสายตา รักษาโรคทางตาเบื้องต้น 3.บริการทันตกรรม 4.บริการคัดกรองผู้สูงอายุ 5.บริการคัดกรองสุขภาพจิต 6.บริการรับบริจาคโลหิต รับบริจาคอวัยวะ รับบริจาคดวงตา (เฉพาะครั้งที่ 4 บริการตรวจคัดกรองพัฒนาการเด็ก) สำหรับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กำหนดจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระรามสอง เขตบางขุนเทียน ครั้งที่ 2 วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2562 ณ สำนักงานเขตคันนายาว ครั้งที่ 3 วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2562 ณ สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ ครั้งที่ 4 วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2563 ณ โรงเรียนวัดดอกไม้ เขตยานนาวา

Go To Lead


รู้เท่าทัน 'สุขภาพตาเด็กในยุคดิจิทัล'
นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ปกครองนิยมใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเป็นสื่อหนึ่งในการเพิ่มทักษะต่างๆ ให้แก่เด็ก โดยอาจไม่รู้ถึงโทษที่จะตามมาโดยเฉพาะปัญหาสุขภาพตา ซึ่งพบว่าเด็กบางกลุ่มใช้เวลาไปกับสื่อต่าง ๆ เป็นเวลานานอาจส่งผลต่อสติปัญญา การพัฒนาทางอารมณ์และสังคม ความตั้งใจเรียนที่โรงเรียนลดลง พฤติกรรมการกิน การนอนผิดไปจากปกติ และอาจเกิดโรคอ้วนตามมา นอกจากนี้ปัญหาทางตาที่พบจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดตา ตาแห้ง เคืองตา ตามัว และเสี่ยงสายตาสั้นก่อนเวลาอันควร หากพบว่าเด็กมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที
แพทย์หญิงสายจินต์ อิสีประดิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคตาเด็กในยุคดิจิทัล เกิดจากการที่ใช้เวลาติดหน้าจอนานๆ เด็กจะสูญเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการจับจ้องอยู่ที่จอ ทำให้เกิดปัญหาทางสายตา ได้แก่ ปวดศีรษะ ตาแห้ง เคืองตา และตามัวเพราะใช้สายตาเพ่งมองมาก หากเด็กใช้เวลาไปกับการจ้องจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ จะพบภาวะสายตาสั้นได้มากกว่ากลุ่มเด็กที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง จึงไม่ควรปล่อยให้ใช้สมาร์ทโฟนอย่างไม่ระมัดระวัง เพราะอาจส่งผลเสียในหลายด้าน เด็กจะสูญเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการจับจ้องอยู่ที่จอ บริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เข้านอนดึก ขาดการออกกำลังกาย เป็นโรคอ้วน และขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ดังนั้น จึงควรใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม

Go To Lead


'ม.นวมินทราธิราช' มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพ
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ในย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ของการก่อตั้ง จากประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพของคนเมืองมายาวนานกว่า 100 ปี ของคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล และกว่า 60 ปีของ คณะแพทยศาสตร์เกื้อการุณย์ ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาไปสู่การเป็นผู้นำด้านศาสตร์เขตเมืองที่ครอบคลุมในหลากหลายมิติของเมือง โดยนอกจากจะดูแล ด้านสุขภาพให้กับประชาชนที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ในสังกัดคณะแพทยศาสตร์วชริพยาบาลแล้ว มหาวิทยาลัยยังจัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพให้กับสังคมและมุ่งมั่นแก้ปัญหาด้านสุขภาพ คนเมืองในทุกมิติ
โดยหลักสูตรปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ปีการศึกษา 2562 ที่เปิดการศึกษาเพิ่มเติมจำนวน 10 หลักสูตร อาทิ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานพยาบาล สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์และห้องผ่าตัด สาขาวิชาการจัดการสาธารณภัย เป็นต้น

Go To Lead


'OKMD' ปั้นครูพันธุ์ใหม่
สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาคน จึงได้จัดทำหลักสูตรเทคโนโลยีหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีความจริงเสริมหรือเออาร์ (Augmented Reality: AR) ตามหลักการพัฒนาสมองหรือบีบีแอล (Brain-based Learning: BBL) ขึ้น โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้จัดอบรมครูในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพที่อยู่ในพื้นที่อีอีซี จำนวน 300 คน เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ไปเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เด็กสนใจและสร้างแรงบันดาลใจในการเลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาชีพ ที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่คาดว่าจะมีมากกว่า 170,000 คน ในช่วงปี พ.ศ. 2560-2564
ดร. อภิชาติ ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักโครงการและจัดการความรู้ OKMD กล่าวว่า OKMD ได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ส่งอาจารย์และนักศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์มาช่วยถ่ายทอดความรู้ในการอบรมครูครั้งนี้ โดยได้ใช้หลักของการพัฒนาสมอง หรือ BBL เป็นแนวทางจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ที่สอดคล้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมอง เพื่อเพิ่มทักษะการสอนในภาคปฏิบัติ ให้เด็กสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตัวเอง และประการสำคัญคือ เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจและแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนสาขาวิชาชีพที่สามารถสนองความต้องการกำลังคนของอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่อีอีซี
"การนำหลักการ BBL มาใช้กับวัยรุ่นและวัยทำงานในประเทศไทยเรายังไม่แพร่หลายนัก OKMD จึงเร่งสนับสนุนให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ของสมอง และนำไปใช้เพื่อให้คนได้เรียนรู้ในสิ่งที่สมองตนมีศักยภาพ รวมทั้งเป็นการเตรียมคนให้รู้เท่าทันโลก และส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่ของเราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้สูงขึ้นเทียบเท่าระดับโลกได้" ดร. อภิชาติ กล่าว

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com