Realestate
Hot News: ONNEX by SCG รุก Solar Rooftop
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ONNEX by SCG
รุก Solar Rooftop
ONNEX by SCG เดินเกมรุกตลาดโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) รับเทรนด์พลังงานสะอาด (Clean Energy) โตแรง ดันยอดออเดอร์ไตรมาสแรกพุ่งกว่า 3 เท่า จากอานิสงส์มาตรการลดหย่อนภาษีและความต้องการด้านความมั่นคงทางพลังงานของผู้บริโภค ชูนวัตกรรมติดตั้ง Solar Fix และ Solar Hook
นายภควันต์ ประคงบุญ Head of Smart Solutions Business เปิดเผยว่า “ธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากปัจจัยสนับสนุนทั้งนโยบายภาครัฐและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ONNEX by SCG มียอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จากหลักร้อยสู่หลักพันออเดอร์ ซึ่งมีแรงหนุนสำคัญจากมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้า ขณะเดียวกัน สถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวน ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น ส่งผลให้โซลาร์รูฟท็อปกลายเป็น ‘ความจำเป็น’ มากกว่า ‘ทางเลือก’ นอกจากนี้ ยังพบว่าความต้องการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน หรือแบตเตอรี่ เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความต่อเนื่องในการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยปัจจุบัน ONNEX by SCG มียอดการจองติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสิทธิ์ด้านราคาและสิทธิประโยชน์ทางภาษี”
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญและสร้างความแตกต่างของ ONNEX by SCG คือความเชี่ยวชาญด้าน “นวัตกรรมการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Cell)” ที่ให้ความสำคัญทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความมั่นใจของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว โดย ONNEX by SCG มีบริการ Roof Health Check ตรวจสอบสภาพหลังคาก่อนติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พร้อมคำนวณความแข็งแรงของโครงสร้างโดยวิศวกรก่อนเริ่มงานทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าหลังคาสามารถรองรับน้ำหนักแผงโซลาร์เซลล์ได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงด้านโครงสร้างในอนาคต ขณะเดียวกันยังชูนวัตกรรมการติดตั้งอย่าง Solar Fix และ Solar Hook ที่ออกแบบมาเพื่อลดการเจาะหลังคา ช่วยแก้ปัญหาความกังวลของผู้บริโภคเรื่อง “หลังคารั่ว” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลูกค้า “มั่นใจได้ทุกหลังคา” ว่าการติดตั้งโซลาร์จะทั้งปลอดภัย แข็งแรง และไม่เสี่ยงรั่วในระยะยาว
นอกจากนี้ ONNEX by SCG ยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมการติดตั้งเฉพาะอย่าง “Solar Fix” และ “Solar Hook” ซึ่งเป็นระบบยึดแผงโซลาร์เซลล์ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับหลังคาแต่ละประเภท โดยมีจุดเด่นสำคัญคือสามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องเจาะกระเบื้องหลังคา ช่วยลดความเสี่ยงการรั่วซึมได้ถึง 100% แตกต่างจากระบบติดตั้งทั่วไปที่ต้องเจาะหลังคาเพื่อยึดโครงสร้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงและก่อให้เกิดปัญหารั่วซึมในอนาคต
โดย Solar Fix ถูกออกแบบให้ยึดแผงโซลาร์เซลล์ได้อย่างมั่นคงและแนบสนิทกับกระเบื้องหลังคา SCG เนื่องจาก SCG เป็นผู้ผลิตกระเบื้องเอง จึงสามารถพัฒนาอุปกรณ์ให้รองรับลอนกระเบื้องได้อย่างพอดีทุกประเภท ช่วยลดช่องว่างและจุดเสี่ยงการรั่วซึม พร้อมรองรับแรงลมและสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ Solar Hook เป็นอุปกรณ์ยึดแผงโซลาร์เซลล์สำหรับกระเบื้องหลังคาทั่วไป ผลิตจากสแตนเลสสตีล 304 คุณภาพสูง ดีไซน์บางพิเศษ ช่วยลดช่องว่างระหว่างแผ่นกระเบื้อง และไม่ต้องเจียรกระเบื้องระหว่างติดตั้ง จึงช่วยลดปัญหาน้ำไหลย้อนและลดความเสี่ยงหลังคารั่วซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยรักษาสภาพพื้นผิวและโครงสร้างหลังคาเดิม พร้อมเอื้อต่อการระบายอากาศใต้แผง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานในระยะยาว โดยทั้งสองนวัตกรรมได้รับการพัฒนาขึ้นโดย SCG ซึ่ง “Solar Fix” ยังได้รับการจดสิทธิบัตรเฉพาะของ SCG สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและเชี่ยวชาญในระบบหลังคา ทำให้ลูกค้า “มั่นใจได้ทุกหลังคา” ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความแข็งแรง และไม่เสี่ยงรั่วในระยะยาว
ด้านการบริการ ONNEX by SCG มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ผ่านบริการแบบ One-stop Service ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย โดยมีระบบ Operations & Maintenance (O&M) ที่ครอบคลุมทั้งการตรวจเช็กระบบประจำปี การล้างแผงโซลาร์เซลล์ และทีมงาน Support ที่พร้อมเข้าดูแลหน้างานเมื่อเกิดปัญหา เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ONNEX by SCG ยังมาพร้อมการรับประกันทั้งตัวระบบและงานติดตั้ง ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากทีมงานมืออาชีพ ไม่ต้องกังวลเรื่องผู้ให้บริการหายหรือขาดการดูแลในอนาคต สะท้อนความเชื่อมั่นในมาตรฐานคุณภาพและบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้า “มั่นใจได้ยาวๆ” เมื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกับ ONNEX by SCG ทั้งในเรื่องความปลอดภัย อุ่นใจ และคุ้มค่าในระยะยาว
“เป้าหมายในปีนี้ ONNEX by SCG ตั้งเป้าเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างน้อย 2 เท่าจากปี 68 พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มที่อยู่อาศัย (Residential) ตลอดจนธุรกิจขนาดเล็ก ไม่เพียงในด้านส่วนแบ่งตลาด แต่ในฐานะผู้นำด้านคุณภาพและบริการที่ลูกค้าไว้วางใจมากที่สุด บริษัทฯ เตรียมยกระดับศักยภาพการดำเนินงานให้สามารถรองรับออเดอร์ได้มากกว่า 1,000 รายการต่อเดือน พร้อมขยายเครือข่ายทีมสำรวจและติดตั้งให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าทุกพื้นที่เข้าถึงบริการที่มีมาตรฐานเดียวกัน พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโซลาร์รูฟท็อปในประเทศไทย” นายภควันต์ กล่าวปิดท้าย
ผู้ที่สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกับ ONNEX by SCG สามารถดูข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ทางเว็บไซต์ www.onnexbyscg.com หรือ Line OA: @Onnex, Facebook Page: ONNEX by SCG ลูกค้าสามารถจองบริการและติดตามสถานะงานได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชัน Q-CHANG หรือ SCG Home Online สัมผัสโซลูชันจริงได้ที่ SCG HOME Experience, SCG HOME, เครือข่าย SCG Authorized Dealer และร้านค้าพันธมิตร Q-CHANG (Shop Service) ทั่วประเทศ

Go To Lead


แผ่นดินไหวขนาด 7.8 ชายฝั่งทิศตะวันตก เกาะมินดาเนา ฟิลิปปินส์ ผลกระทบต่ออาคารเตี้ยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอาคารที่สูงไม่เกิน 5 ชั้น
ศ.ดร. อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ อ.ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก เนื่องจาก ฟิลิปปินส์ อยู่ในแนววงแหวนไฟ นอกจากนี้ แผ่นดินไหวดังกล่าวอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20-30 กม. เท่านั้น ซึ่งจัดเป็นแผ่นดินไหวระยะใกล้ ทำให้เกิดคลื่นความถี่สูง จึงมีผลต่ออาคารเตี้ยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอาคารที่สูงไม่เกิน 5 ชั้นได้มาก ดังจะเห็นได้จากมีอาคารเตี้ยถล่มเกิดขึ้นจากแผ่นไหวนี้
ลักษณะแผ่นดินไหวของฟิลิปปินส์ มีความแตกต่างจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นกับ กทม. เมื่อปี 2568 เนื่องจากกรณีของ กทม. รอยเลื่อนที่มีผลกระทบ คือรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา และ รอยเลื่อนในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีระยะห่างจาก กทม. หลายร้อยถึงพันกิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นแผ่นดินไหวระยะไกล คลื่นแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเป็นคลื่นยาว จึงทำให้อาคารสูงเสียหายมากกว่า
ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า กทม. ยังไม่ถือว่าปลอดภัยจากแผ่นดินไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผ่นดินไหวระยะไกล เนื่องจาก กทม. ตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อนที่ขยายคลื่นได้หลายเท่า ซึ่งมีผลต่ออาคารสูง ดังนั้น กทม. ควรมีการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลความเสี่ยงอาคาร และควรพิจารณามาตรการเสริมความแข็งแรงอาคาร และการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์แจ้งเตือนแผ่นดินไหวในอาคารสำคัญหรืออาคารที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com