Auto
Hot News: 'ตั๋วร่วม' ไม่ทันเชื่อมทุกระบบ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'ตั๋วร่วม' ไม่ทันเชื่อมทุกระบบ
นายเผด็จ ประดิษฐ์เพชร ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่าความคืบหน้าโครงการพัฒนาระบบติดตั้งตั๋วร่วม (บัตรแมงมุม) นั้นขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาระบบ บัตร EMV (Euro/ MasterCard และ Visa) ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบปิด 2.0 อย่างไรก็ตามในปีนี้ชัดเจนแล้วว่าระบบตั๋วร่วมจะใช้ได้กับรถไฟฟ้าเพียง 3 สายเท่านั้น ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีม่วง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ซึ่งจะเริ่มเชื่อมต่อระบบในเดือน ก.ย.นี้ ด้านรถเมล์และรถไฟฟ้าสายที่เหลือนั้นคงไม่สามารถดำเนินการได้ทันปีนี้ ส่งผลให้เป้าหมายของกระทรวงคมนาคมที่ต้องการให้เชื่อมตั๋วร่วมแบบ 4.0 ในระบ EMV บนรูปแบบใช้บัตรเครดิตชำระค่าโดยสารสาธารณะได้ทั้งระบบภายในปี 2562 นี้คงต้องเลื่อนออกไปก่อน ซึ่งทางรฟม.แจ้งว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนเรื่องจัดทำระบบ ว่ารฟม.จะดำเนินการเอกทั้งหมดหรือมอบให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้พัฒนาระบบ 4.0 เบื้องต้น รฟม.แจ้งว่าต้องใช้เวลาพัฒนาระบบราว 12-18 เดือน ในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ จะมีการจัดประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องของตั๋วร่วมในหลายประเด็น ตามที่กระทรวงคมนาคมมอบการบ้านให้ไป เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่างานมีความล่าช้าและบางส่วนก็ยังไม่ได้เริ่มพัฒนาเลย อาทิ การจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อเข้ามา จัดการและบำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม (CTC) แนวทางควบคุมค่าโดยสารและระบบค่าโดยสาร่วม(Common Fare) ตลอดจนรูปแบบการพัฒนาซอฟแวร์ตั๋วร่วม 4.0
ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจะพัฒนาระบบบัตรแมงมุมทั้งสองระบบ กล่าวคือบัตรแมงมุมระบบ 2.0 จะใช้ได้ภายในปีนี้กับรถไฟฟ้า 3 สาย และระบบบัตรแมงมุม 4.0 ซึ่งจะใช้ได้กับระบบขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบ ทั้ง รถไฟฟ้า รถเมล์ เรือด่วนและการจ่ายค่าทางด่วน เป็นต้น สาเหตุที่พัฒนาทั้ง 2 ระบบพร้อมกันนั้นเหมือนกันในแต่ละประเทศทั่วโลกที่ต้องมีทั้งสองระบบรองรับการใช้งานของประชาชน โดยจากการเก็บข้อมูลล่าสุดพบว่าในประเทศอังกฤษปัจจุบันมีผู้ใช้ บัตรตั๋วร่วม 2.0 (Oyster Card) คิดเป็น 60% ส่วนผู้ใช้บัตรตั๋วร่วม EMV 4.0 มีผู้ใช้คิดเป็นสัดส่วน 40%

Go To Lead


โครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2019”
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชื่อว่าความฝันและจินตนาการมีอยู่ในตัวของทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมสนับสนุน ความฝันและจินตนาการจะก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ไม่รู้จบ จึงได้จัดโครงการ "ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์" ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 สำหรับปี 2019 นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “คิด(ส์) กระหึ่มโลก” โดยเปิดรับผลงานไอเดียสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์แห่งอนาคตจากเยาวชนไทยในระดับชั้นประถมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อชิงรางวัลโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยทุนการศึกษา รวมถึงการเป็นตัวแทนเยาวชนไทยเดินทางไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยเยาวชนที่สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ - 15 สิงหาคม 2562
โครงการ "ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2019" ยังสานต่อรางวัล“ครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ” จำนวน 2 รางวัล โดยมุ่งหวังกระตุ้นให้ครูเกิดแรงบันดาลใจในการช่วยผลักดันกระบวนการเรียนรู้และส่งเสริมจินตนาการสร้างสรรค์ของเยาวชน โดยมีเกณฑ์การพิจารณาจากจำนวนการส่งผลงานและผลงานของเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละรอบ รวมถึงการจัดกิจกรรม “School Visit” เพื่อสร้างการรับรู้และรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมโครงการ ผ่านทางโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด ในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2562 นี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.facebook.com/hondasuperidea

Go To Lead


MOU ตำรวจตรวจควันดำถึงอู่
นายชุมพล สายเชื้อ นายสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย (TTLA) เปิดเผยว่า จากการชี้แจงของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ที่ระบุว่าการตั้งด่านในพื้นที่พุทธมณฑล จะมีขึ้นทุกวันตั้งแต่วันจันทร์-วันเสาร์ ในระหว่างช่วงเวลา 09.00-14.00 น. โดยมีปริมาณการตรวจรถที่ 753 คัน/วัน และราว 15,000 คัน/เดือน ซึ่งช่วงเวลาการตั้งด่านนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรของแต่ละวัน หากรถติดช่วงเช้าก็จะขยับเวลาออกไปและจะเลิกตั้งด่านเร็วขึ้น หากช่วงบ่ายมีการจราจรติดขัด ทางผู้กำกับการได้ฝากเตือนผู้ประกอบการขนส่งว่า การตรวจวัดค่าควันดำในด่านตรวจแต่ละครั้ง ปริมาณการตรวจวัดสองครั้ง ค่าตัวเลขต้องห่างกันไม่เกิน 5 หน่วย เช่น ตรวจวัดครั้งแรก 40% อีกครั้งต้องไม่เกิน 45% ต้องระบุให้เจ้าหน้าที่ตรวจวัดสองครั้งแล้วแจ้งตัวเลขให้ผู้ขับขี่ทราบ ทั้งนี้ในอนาคตเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการแจ้งจุดตั้งด่านในทุกวันที่ปฏิบัติหน้าที่ให้ประชาชนทราบทางเบอร์ 1197 รวมถึงสามารถร้องเรียนความเดือดร้อนได้ด้วย ด้านความร่วมมือที่ได้เจรจาเบื้องต้นนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. และ บก.จร. จะมีโครงการตรวจสภาพรถ โดยเฉพาะเรื่องควันดำให้กับผู้ประกอบการขนส่งที่สนใจ โดยจะจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสภาพรถให้ถึงที่บริษัทหรืออู่จอดรถ เพื่อเป็นการการันตีว่าผ่านมาตรฐานควันดำ ซึ่งทางสมาคมฯ ได้เสนอให้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจเป็น MOU เพื่อเป็นขั้นตอนในการปฏิบัติ และทางสมาคมต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกใบรับรองให้ผู้ประกอบการว่ารถคันนี้ผ่านมาตรฐานแล้ว อาจเป็นระยะเวลา 3 เดือนหรือ 6 เดือน เช่นเดียวกับที่กรมการขนส่งทางบก หรือ ขบ. ออกเครื่องหมายรับรองประจำปี เพื่อนำไปสู่การลดปริมาณด่านตรวจควันดำในอนาคต
สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย ในฐานะผู้ประกอบการขนส่งที่มีสมาชิกกว่า 500 บริษัท และมีจำนวนรถบรรทุกกว่าหลายหมื่นคันนั้น ยืนยันว่าจะดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เราเห็นด้วยที่จะช่วยแก้ปัญหาทางด้านมลพิษ และยินดีให้ความร่วมมือ ใครผิดก็ว่าไปตามผิด แต่สิ่งที่สมาคมฯ เรียกร้องนั้น คือ การตั้งด่าน อาจส่งผลกระทบทางด้านการจราจรที่ติดขัด รวมถึงเรื่องของความปลอดภัยด้วย เพราะที่ผ่านมา การตั้งด่านจะอยู่ในช่องจราจรหลัก ไม่ใช่ทางคู่ขนาน ที่สำคัญในเรื่องของความถี่ของการตั้งด่านควันดำด้วย โดยหลังจากนี้จะนำข้อคิดเห็นต่างๆ ของทางตำรวจไปชี้แจงกับสมาชิกสมาคม เพื่อหามาตรการต่อไป ก่อนหน้านี้ ทางสมาคมฯ ได้ส่งหนังสือร้องเรียนการตั้งด่านตรวจควันดำไปยัง ขบ. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว หรือ สตช. นั้น สตช.ได้ส่งเรื่องไปในพื้นที่พุทธมณฑลทุก สน.ให้สืบสวนว่าการตั้งด่านมีผลทำให้จราจรติดขัดหรือไม่ รวมถึงเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติ ควบคู่ไปกับกำชับให้ บก.จร.ไปสืบสวนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วยว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินตามแนวปฏิบัติหรือไม่ ทางสมาคมฯ ยังมีคำถามถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการตั้งด่านว่าจะมีประสิทธิภาพในการลดปัญหามลพิษจริงหรือไม่ รวมถึงการตั้งด่านนอกพื้นที่กำกับดูแลเป็นไปตามแผนที่ระบุไว้หรือไม่ ที่สำคัญในส่วนของการตั้งด่านบริเวณช่องจราจรหลักนั้น อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางจราจรได้ ทำให้ในเรื่องดังกล่าว จะต้องมีการศึกษาร่วมกัน เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไปในอนาคต

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com