Finance/share
Hot News: จับตา! ทุ่ม 2 แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
จับตา! ทุ่ม 2 แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ
'ผุด'มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สู้วิกฤตไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ชุดที่ 3 เตรียมกู้เงิน 200,000 ล้านบาท 'ช่วย'คนตกงาน ผู้มีรายได้น้อย หวัง 'ยื้อ'เศรษฐกิจไทยดิ่งเหว ผลกระทบจากประชาชนส่วนใหญ่ถูกจำกัดให้อยู่บ้านป้องกันการแพร่ระบาด รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาโรคระบาดนี้ให้จบโดยเร็วที่สุด พร้อมฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจที่ถูกกระทบนานๆจะยิ่งทรุด หากแก้ปัญหาช้า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยิ่งยากขึ้น
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาปัญหาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ได้เรียกประชุมด่วนทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ชุดที่ 3 ขณะนี้เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่เริ่มหยุดชะงัก ประชาชนส่วนใหญ่ถูกจำกัดให้อยู่ที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ส่วนของรัฐบาลต้องพยายามแก้ปัญหาเรื่องโรคระบาดนี้ให้จบโดยเร็วที่สุด เพื่อให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะเศรษฐกิจที่ถูกกระทบนาน ๆ จะยิ่งเสื่อมลง ดังนั้น หากแก้ปัญหาช้าเท่าไหร่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ยิ่งยากขึ้น
ภาพรวมเบื้องต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่ 3 นั้น จะเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยทำให้เกิดการจ้างงาน เพื่อทำให้เกิดรายได้ หลังจากที่ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าในภาวะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ หยุดนิ่ง โดยชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้จะเน้นให้สอดคล้องกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้น โดยน้อมนำโครงการที่เกี่ยวข้องกับแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติ เพื่อให้งบประมาณกระจายสู่ส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการนำไปใช้ในกิจกรรมที่สร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่นให้มีการผลิต การจ้างงาน การตลาด
“ได้มีการหารือกันว่าถ้าจะอัดมาตรการชุดใหญ่ออกมา ต้องเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้น ให้ถือเอาวิกฤติครั้งนี้มาสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่น ส่วนงบประมาณที่จะใช้ยังไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่นอน แต่เข้าใจว่าต้องใช้งบก้อนใหญ่พอสมควร ส่วนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินขึ้นอยู่กับความจำเป็น ระยะเวลา ถ้าต้องทำก็สามารถทำได้เลย ทุกคนเข้าใจ ไม่น่าจะมีอะไร เพราะทางกระทรวงการคลังเตรียมตัวเรื่องนี้มาเป็นเดือน วงเงินอาจจะมากกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งไม่มีปัญหา ฐานะการคลังแข็งแกร่ง ส่วนเรื่องการเกลี่ยงบประมาณปี 2563 ไม่ใช่เรื่องงาน ต้องทำผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนเงินงบประมาณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย” นายสมคิด กล่าว
กรณี ธปท. ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2563 จะขยายตัวติดลบ 5.3% นั้น ต้องยอมรับว่าวิกฤติครั้งนี้หนัก ไม่เหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งที่จีดีพีติดลบ 10% กว่า ตอนนั้นคนที่มีเงินเจ็บตัว คนจนไม่เจ็บตัว เพราะเกษตรดี ท้องถิ่นดี แต่ครั้งนี้ทั้งคนจนและคนรวยเจ็บตัวกันหมด ขอให้ทุกคนรู้ว่าทำอะไรในอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ไม่ต้องไปสนใจว่าจีดีพีจะลบอย่างไร เพราะมันลบกันทั้งโลก ส่วนตอนนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ยินดีจะช่วยทั้งโลก เพราะมีปัญหากันทุกคน
นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงิน กำลังเตรียมการ วงเงินที่ใช้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ วัตถุประสงค์ใหญ่คือ ต้องการเข้าไปดูแลขีดความสามารถเศรษฐกิจในพื้นที่จากปัญหาเฉพาะหน้า คือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลกำลังดูแลด้วยการส่งเงินให้ประชาชนโดยตรง ถือเป็นการดูแลผลกระทบเฉพาะหน้า แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปเศรษฐกิจยังต้องมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะเดินหน้าได้ ถ้าไม่มีการดูแลและปล่อยให้เปลี้ย ก็จะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไปได้
“เรื่องการกู้เงิน ในความเห็นผม ทำได้ แต่ขอให้รอเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ชัดเจน ก็จะได้เห็นตัวเลข และจะได้เห็นว่าจะเอาเงินตรงนี้ไปใช้ทำอะไรในช่วงเวลาที่เหมาะสม” นายอุตตม กล่าว

Go To Lead


กรุงไทย 'เร่ง' ช่วยลูกค้าทุกประเภทฝ่าวิกฤต
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารตระหนักถึงการมีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยที่ผ่านมาธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าทั้งรายย่อยและลูกค้าธุรกิจไปแล้วกว่า 1,500 ราย วงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท และมีลูกค้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกกว่า 70,000 ราย วงเงินประมาณ 250,000 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้นกว่า 280,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ธนาคารยังได้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งธนาคารยังได้ออกมาตรการเสริมเพื่อเร่งปรับโครงสร้างหนี้ลูกค้าทุกรายที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR ลง 0.25% เหลือ 6.62% ต่อปี MRR ลง 0.125% เหลือ 6.745% ต่อปี ลูกค้ารายย่อยที่ใช้บริการสินเชื่อบุคคล Smart Money และสินเชื่ออเนกประสงค์ 5 Plus ธนาคารเลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้นาน 3 เดือน สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท พักชำระเงินต้นนาน 3 เดือน ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท พักชำระเงินต้นนาน 3 เดือน ส่วนลูกค้าที่มีรายได้ลดลงจากวิกฤติเศรษฐกิจ ได้แก่ ลูกค้าสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย พักชำระเงินต้นสูงสุด 12 เดือน ลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมจากสินเชื่อ Home for Cash โดยใช้หลักประกันเดียวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีกับธนาคาร ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ พักชำระเงินต้นสูงสุด 12 เดือน และขยายระยะเวลาตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อ Trade Finance ออกไปอีก 6 เดือน
ลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว โรงแรม รถเช่า ร้านขายของฝาก ของที่ระลึก สามารถขอสินเชื่อกรุงไทยกู้ภัยโควิด-19 ดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 2% ต่อปี คงที่ 2 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม บสย. ค้ำประกัน 4 ปี ทำธุรกรรมโอน รับ จ่าย ไม่คิดค่าธรรมเนียมนาน 1 ปี โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด ขณะนี้ธนาคารได้ติดตามลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลืออย่างทันท่วงที รวมทั้งเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ลูกค้าสามารถฝ่าวิกฤติในครั้งนี้ไปได้ ทั้งนี้ลูกค้าสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่สาขา และสำนักงานธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่ออยู่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Krungthai Contact Center 02-111-1111

Go To Lead


ธ.ก.ส. ชี้ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ มันสำปะหลัง-สุกร ราคาพุ่ง
นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือนเมษายน 2563 ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาอยู่ที่ 8,637-8,690 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจาก เดือนก่อน ร้อยละ 3.14-3.77 ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาอยู่ที่ 14,023-14,589 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.37-4.42 เนื่องจากความต้องการข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มีคำสั่งซื้อข้าวจากประเทศที่มีการระบาดฯ เพื่อสำรองไว้บริโภคและเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารในประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และสหภาพยุโรป ประกอบกับภาวะภัยแล้งที่ ทำให้ผลผลิตข้าวนาปรังออกสู่ตลาดลดลง ส่วนมันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.94-1.99 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.52 – 3.11 เนื่องจากภาวะภัยแล้งส่งผลให้ปริมาณมันสำปะหลังที่ออกสู่ตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศและการแปรรูปเพื่อส่งออก และสุกร ราคาอยู่ที่ 69.00 – 73.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.47 – 7.35 เนื่องจากประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน ทำให้ผลผลิตสุกรมีชีวิตออกสู่ตลาดน้อยลง อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวที่ซบเซา ส่งผลต่อการบริโภคเนื้อสุกรลดลง อาจทำให้ราคาสุกรขุนปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้สินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง เนื่องจากความต้องการของตลาดที่ลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาอยู่ที่ราคา 14,621-14,639 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.21-0.33 เป็นผลจากความต้องการใช้ข้าวเหนียวในช่วงเทศกาล เช็งเม้งลดลง เนื่องจากความกังวลทำให้คนไทยเชื้อสายจีนบางส่วนงดการเดินทางไปประกอบพิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาอยู่ที่ 7.26-7.35 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.50-1.50 เป็นผลจากการบริโภคในประเทศและการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้เพื่อผลิตอาหารสัตว์ลดลง ประกอบกับมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเมียนมา และเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูแล้งทำให้ผลผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาอยู่ที่ราคา 13.59-14.52 เซนต์/ปอนด์ (9.82-10.49 บาท/กก.) ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 6.00-12.00 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศบราซิลปรับลดสัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตเอทานอล และเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำตาล ขณะที่ความต้องการใช้น้ำตาลในภาคอุตสาหกรรมลดลงค่อนข้างมาก จากปัญหาการหยุดชะงักผลิตสินค้า ยางพาราแผ่นดิบ ราคาอยู่ที่ 36.72-37.62 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 1.84-4.21 เนื่องจาก ความต้องการใช้ยางธรรมชาติปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบ จากการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และกลุ่มพันธมิตรยังไม่มีข้อตกลงในการปรับลดกำลังการผลิต ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลง ปาล์มน้ำมัน ราคาอยู่ที่ 4.80-5.00 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 1.38 – 5.33 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันทางเลือกในประเทศและความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลลดลง และกุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาอยู่ที่ 135.00 – 141.00 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.00- 4.25 เนื่องจากความต้องการในประเทศยังชะลอตัว จากภาค การท่องเที่ยวซบเซา ขณะที่ปริมาณผลผลิตกุ้งเพิ่มขึ้นจากผลผลิตของภาคใต้ที่เริ่มออกสู่ตลาด

Go To Lead


ออมสิน 'เปิด'เงินกู้ฉุกเฉินวงเงิน 10,000-50,000 บาท ดอกเบี้ย0.10-0.35%
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 2 เนื่องจากการแพร่ระบาดขยายวงกว้างขึ้นจนมีผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้ กระทรวงการคลังในฐานะที่ดูแลและรับผิดชอบเศรษฐกิจของประเทศได้จัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยาที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งประชาชนและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน ภายใต้หลักการ “ทันการณ์ ตรงเป้าหมาย และชั่วคราวตามจำเป็น” โดยธนาคารออมสิน ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ได้ออกมาตรการตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มมีนโยบายให้เร่งรีบให้ความช่วยเหลือทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ยเงินกู้ การผ่อนภาระชำระเงินกู้ การให้สินเชื่อเพื่อบรรเทาผลกระทบ การเป็นช่องทางโอนเงินให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนการเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการสามารถประคองกิจการให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้ ล่าสุดนี้ ได้เปิดให้บริการ สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) วงเงินกู้สูงสุด 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0.10% ต่อเดือน (Flat Rate) ผ่อนชำระคืนนานถึง 2 ปี โดยไม่ต้องชำระเงินกู้ 6 งวดแรก ที่สำคัญคือไม่ต้องใช้หลักประกันใดๆ คุณสมบัติผู้กู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป สัญชาติไทย เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้เดือนละไม่เกิน 30,000 บาท ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เช่น พ่อค้าแม่ค้า คนขับรถโดยสารแท็กซี่-สามล้อ มัคคุเทศก์ เป็นต้น มีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถติดต่อได้
ธนาคารออมสินได้สนับสนุนโครงการสินเชื่อฉุกเฉิน และโครงการสินเชื่อพิเศษเพิ่มเติม ตามมติเพื่อเสริมสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วยการเปิดให้บริการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน (Flat Rate) ให้ผ่อนชำระคืนนานถึง 3 ปี โดยการค้ำประกันสามารถใข้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ได้ เพียงมีอายุ 20 ปีขึ้นไป สัญชาติไทย เป็นผู้มีรายได้ประจำแต่รายได้ลดลงหรือขาดรายได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และภัยอื่นๆ มีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถติดต่อได้ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสได้จากการพบปะกันของคนจำนวนมากที่สาขา ประชาชนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อที่สาขา เพราะธนาคารออมสินอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดให้ยื่นลงทะเบียนใช้บริการสินเชื่อนี้ผ่านเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นต้นไป เพียงมีโทรศัพท์มือถือที่พร้อมใช้งานเปิดเว็บไซต์ธนาคารออมสินหรือมีเครื่องคอมพิวเตอร์ ปัจจัยการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง ธนาคารออมสินจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการช่วยบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนและลูกค้าของธนาคารฯ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องนี้จะช่วยได้เป็นอย่างดี

Go To Lead


บัตรเครดิตทีเอ็มบี-ธนชาต สั่งอาหารออนไลน์ ปลอดภัย และประหยัดกว่า
บัตรเครดิตทีเอ็มบี และบัตรเครดิตธนชาต สนันสนุนให้คุณร่วมด้วย ช่วยชาติ อยู่บ้านปลอดภัย เพียงสั่งอาหารออนไลน์ผ่าน GrabFood ตั้งแต่ 350 บาทขึ้นไป รับส่วนลดค่าอาหาร 100 บาททันที บัตรเครดิตทีเอ็มบี ใส่โค้ด “TMB100” และบัตรเครดิตธนชาต และนครหลวงไทย ใส่โค้ด “TBANK100” ในช่องกรอกรหัส จากนั้นเลือก GrabPay เป็นวิธีการชำระเงิน และเลือกบัตรเครดิตทีเอ็มบี หรือบัตรเครดิตธนชาต และนครหลวงไทย ก่อนที่จะทำการสั่งอาหารเท่านั้น จำกัด 1 สิทธิ์ / ผู้ใช้ / วัน และจำกัดสิทธิ์สูงสุด 2,000 สิทธิ์/ ธนาคาร ตลอดรายการ ตั้งแต่ วันนี้ ถึง 31 พ.ค. 63
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ GrabFood Call Center 02 021 2500

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com