|
|
กสิกรไทย ครอง ดัชนีความยั่งยืน
ธนาคารกสิกรไทย ผู้นำความยั่งยืนระดับสากล ด้วยการได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนี Dow Jones Best-in-Class Indices (DJ BIC) ทั้งในกลุ่มระดับโลก (World) และกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารตระหนักถึงความท้าทายของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในทุกระดับ โดยธนาคารมุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผ่านยุทธศาสตร์แบบองค์รวม (Issue-based Sustainability Strategy) ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประเด็นสำคัญอย่างเป็นระบบ ทั้งการเป็นธนาคารที่ให้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ การเป็นธนาคารที่พร้อมเคียงข้างเพื่อก้าวไปสู่อนาคตร่วมกัน และการเป็นธนาคารที่สร้างการเติบโตอย่างครอบคลุมและทั่วถึง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสีย
ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทยได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนี Dow Jones Best-in-Class Indices หรือ DJ BIC (DJSI เดิม) ทั้งในกลุ่มระดับโลกและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน เป็นธนาคารแห่งแรกของไทยและภูมิภาคอาเซียน จากการประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผ่านกระบวนการ Corporate Sustainability Assessment (CSA) โดย S&P Global Sustainable ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ
โดยธนาคารสามารถรักษามาตรฐานการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยผลงานที่โดดเด่น ในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นธนาคารที่ให้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ สะท้อนผ่านความเป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์และบริการ ทั้งด้านดิจิทัลแบงกิ้ง การบริหารจัดการความมั่งคั่ง และความพึงพอใจของลูกค้า ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง มุ่งพัฒนานวัตกรรมทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดีและการให้บริการอย่างเป็นธรรม ตลอดจนมีการบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อส่งมอบสินเชื่อที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับศักยภาพของลูกค้า
อีกทั้งธนาคารยังคงมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากการดำเนินงาน (Scope 1 และ 2) เป็นศูนย์ภายในปี 2573 โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานได้แล้วร้อยละ 21.48 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 และได้ขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอ (Scope 3) ตามกรอบที่ประเทศไทยกำหนด สอดคล้องกับเป้าหมาย NDC (Nationally Determined Contribution) สนับสนุนการปรับตัวด้วยเครื่องมือและโซลูชันที่เหมาะสมรายธุรกิจ และคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการพัฒนา Carbon Ecosystem อย่างครอบคลุมในทุกมิติของการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ ตอกย้ำการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศอย่างครบวงจร เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจไทย
รวมทั้งให้ความสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินและการเติบโตอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอี ควบคู่กับการยกระดับความรู้ทางการเงินและความรู้ด้านไซเบอร์ การส่งเสริมวินัยทางการเงินบนหลัก Responsible Lending และการดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพเยาวชนและสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการยกระดับทักษะบุคลากรให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ พร้อมยึดมั่นในการเคารพสิทธิมนุษยชนและความหลากหลาย เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติ
นางสาวขัตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า การเป็นส่วนหนึ่งของ Dow Jones Best-in-Class Indices เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน สะท้อนความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจบนครรลองการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินในระดับสากล ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพาทุกชีวิตและธุรกิจก้าวผ่านความท้าทาย สามารถเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกันในระยะยาว
Go To Lead
|
EXIM BANK 'เผย'ไตรมาส 1 ปี 2569
เสริมเงินทุน เสริมความรู้ ช่วยผู้ประกอบการไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงผลการดำเนินงานของ EXIM BANK ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวน ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบและเพิ่มความเสี่ยงด้านการชำระเงินของทั้งภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยเหตุนี้ EXIM BANK ตระหนักถึงความเร่งด่วนในการเดินหน้าประคับประคองผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องการฟันฝ่าพายุเศรษฐกิจดังกล่าว ด้วยมาตรการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุดไม่เกิน 365 วัน สำหรับลูกค้าธนาคาร พร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากเดิมสูงสุด 20% อีกทั้งมาตรการเสริมเงินทุนผ่านสินเชื่อหมุนเวียนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษไม่เกิน 3.99% ต่อปี สำหรับผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ EXIM BANK ดำเนินบทบาทเชิงรุกในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและแสวงหาตลาดใหม่ โดยมุ่งพัฒนาธนาคารสู่การเป็น Academy ของผู้ส่งออก เพื่อสร้างนักรบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง รู้จักเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและการขยายตลาดใหม่ ให้สามารถแข่งขันและรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ยังเร่งขยายบริการประกันการส่งออก เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากคู่ค้าต่างประเทศ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจและการค้าสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ ด้านการสนับสนุนทางการเงินและการเสริมสภาพคล่อง ท่ามกลางสินเชื่อในระบบที่หดตัวลงต่อเนื่อง EXIM BANK ยังเดินหน้าสนับสนุนทางการเงินและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและการค้า ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ เช่น สินเชื่อ EXIM Global Plus เพื่อสนับสนุน SMEs ในการขยายสู่ตลาดในต่างประเทศ สินเชื่อ EXIM Expand Shield เงินทุนหมุนเวียนควบคู่กับการคุ้มครองความเสี่ยง บริการประกันการส่งออก EXIM Expand Sure เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้า เป็นต้น ส่งผลให้มีวงเงินอนุมัติสินเชื่อใหม่ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2569 รวม 10,961 ล้านบาท และมียอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวมอยู่ที่ 186,836 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อและภาระผูกพันเพื่อการลงทุนและการปรับตัวสู่ความยั่งยืน (ESG) 93,415 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของยอดคงค้างรวม สะท้อนบทบาทของธนาคารในการช่วยเหลือผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถเพื่อให้ยืนหยัดแข่งขันได้บนเวทีโลก ด้านการบริหารความเสี่ยง EXIM BANK เสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย โดยมุ่งลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินหรือชำระเงินล่าช้าสืบเนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบหรืออุปสรรคด้านโลจิสติกส์ในประเทศคู่ค้า ผ่านการขยายบทบาทด้านประกันการส่งออกควบคู่กับการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงอื่น ๆ อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 EXIM BANK มีปริมาณธุรกิจสะสมบริการประกันเท่ากับ 50,093 ล้านบาท
ด้านการบ่มเพาะผู้ส่งออก EXIM BANK เป็นผู้นำในการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ของผู้ประกอบการไทย เพื่อเสริมสร้างความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก โดยจัดหลักสูตรฝึกอบรมที่หลากหลายทั้งในรูปแบบออนไลน์และในสถานที่จริง อาทิ การพัฒนาหลักสูตร EXIM 2X รุ่นที่ 2 เพื่อติวเข้มผู้ส่งออกในทุกกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศ ผ่านผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้านการส่งออก อีกทั้งธนาคารยังตั้งเป้ายกระดับบทบาทการเป็นแหล่งความรู้ความเชี่ยวชาญในประเทศเป้าหมาย (Country Experts) และที่ปรึกษาด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ผ่านการถ่ายทอดความรู้ด้านการส่งออก การบริหารความเสี่ยง และการวิเคราะห์ตลาดใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกและการเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน อนึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 มีผู้ประกอบการที่ได้รับการเสริมศักยภาพสะสมรวม 25,565 ราย
ด้านการบริหารจัดการ EXIM BANK ดำเนินการบริหารจัดการคุณภาพหนี้อย่างรอบคอบและเชิงรุก เพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตสินเชื่อควบคู่กับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง โดยเน้นการติดตามประเมินความเสี่ยงรายลูกหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพทางธุรกิจ และการให้คำปรึกษาเชิงป้องกัน ทั้งนี้ ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.90% สะท้อนการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และมีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) 16,787 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 249.50% สะท้อนถึงการตั้งสำรองด้วยหลักความระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจถึงความเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ช่วงที่เหลือของปี 2569 EXIM BANK จะยังคงเดินหน้าขยายบทบาท Export Co-pilot ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรและสถาบันการเงินอื่น เช่น การพัฒนาผู้ส่งออกและเจาะตลาดสินค้าฮาลาลร่วมกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย อีกทั้งปรับปรุงกระบวนการและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ ระบบ Formula Lending เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ตลอดทั้งปี EXIM BANK ให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และหนี้สิน เพื่อเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มั่นคง สามารถยื่นมือให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ส่งออกไทยตลอดห่วงโซ่มูลค่าให้เติบโตบนเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
Go To Lead
|
สินเชื่อกรุงไทยบ้านแลกเงิน ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ดอกเบี้ยพิเศษ รู้ผลเบื้องต้นไวใน 1 วัน
ธนาคารกรุงไทย เปิดตัวแคมเปญ สินเชื่อกรุงไทยบ้านแลกเงิน ฉลองครบรอบ 60 ปี ภายใต้แนวคิด ก้าวไปถึงฝัน บ้านช่วยให้ยิ้มได้ ชูจุดเด่นอัตราดอกเบี้ยพิเศษ อนุมัติไว รู้ผลเบื้องต้นภายใน 1 วัน ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่าน เบลล่า ราณี X น้องวายุ พร้อมสแกน QR Code ง่ายเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือให้ผู้เชี่ยวชาญติดต่อกลับ ตอบโจทย์เสริมสภาพคล่องทางการเงินอย่างตรงจุด สินเชื่อกรุงไทยบ้านแลกเงิน มุ่งช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ลูกค้าในทุกช่วงชีวิต อัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ เริ่มต้น 3.49% ต่อปี 6 เดือนแรก วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี พร้อมยกระดับประสบการณ์บริการให้สะดวก รวดเร็ว รู้ผลเบื้องต้นไวภายใน 1 วัน ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการเสริมสภาพคล่องทางการเงินอย่างรวดเร็วในช่วงเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ด้วยการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ที่ปลอดภาระ ให้เป็นเงินก้อน เพื่อใช้หมุนเวียนธุรกิจ ลดภาระหนี้เดิม หรือรองรับค่าใช้จ่ายจำเป็น ช่วยเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน โดยไม่ต้องขายทรัพย์สิน บ้านยังอยู่ได้ ขณะเดียวกัน ลูกค้าที่มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินอื่น ยังสามารถรีไฟแนนซ์ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยได้
แคมเปญ สินเชื่อกรุงไทยบ้านแลกเงิน ยังยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการสแกน QR Code เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมกรอกข้อมูลเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญติดต่อกลับได้โดยตรง เพิ่มความสะดวก เข้าถึงง่ายในยุคดิจิทัล ควบคู่การสื่อสารผ่าน เบลล่า ราณี แคมเปน พรีเซนเตอร์ และ น้องวายุ สะท้อนภาพลักษณ์องค์กรที่ทันสมัยและใส่ใจลูกค้า โดยธนาคารยังคงยึดหลักการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างมั่นคงในระยะยาว ตามแนวคิด 60 ปีกรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต
ผู้ที่สนใจ สมัครสินเชื่อได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://krungthai.com/link/บ้านแลกเงิน หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111 ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญาอยู่ระหว่าง 6.31%-6.47% ต่อปี (ณ วันที่ 2 มี.ค. 2569) โดยสมมติฐานการคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย MLR = 6.30% ต่อปี (ณ วันที่ 2 มี.ค. 2569) อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ รายละเอียดการคำนวณเพิ่มเติมดูได้ที่ www.krungthai.com เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
Go To Lead
|
BAM โชว์แกร่งไตรมาส 1 ปี 69 สามารถดึง D/E ได้ 1.96 เท่า
ตั้งเป้ารักษา D/E ไม่เกิน 2.0 เท่า พร้อมเร่งกระแสเงินสดทั้ง NPL-NPA
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1 ปี 69 สามารถทำ D/E ได้ 1.96 เท่า ซึ่งอยู่เกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยได้วางกรอบรักษาระดับ D/E ให้ไม่เกิน 2.0 เท่า ด้วยการวางแนวทางเร่งกระแสเงินสดจากการเดินหน้าบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ และหาทางออกที่เหมาะสมให้กับลูกหนี้แต่ละราย โดย BAM ยึดแนวทางให้โอกาสลูกหนี้สามารถได้หลักประกัน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย หรือที่ทำกินกลับคืนไปด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรน พร้อมการยกระดับบทบาทจากผู้บริหารสินทรัพย์สู่การเป็น โรงพยาบาลแก้หนี้ ผ่านการให้คำปรึกษา วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้รายใหม่เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มากยิ่งขึ้น
ส่วนการสร้างกระแสเงินสดทางด้าน NPA ใช้แนวทางให้กลุ่มผู้เปราะบางเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น ผ่านโครงการ ทรัพย์มหาชน พลัส รวมถึงการร่วมมือด้วยการทำบันทึกข้อตกลงทางธุรกิจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานข้าราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่น ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดกรุงเทพมหานคร (BKK) ซึ่งจะช่วยเพิ่มการขยายฐานลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งการเดินหน้ากลยุทธ์พันธมิตรทางธุรกิจ (NPA Partnership) เพื่อขยายฐานธุรกิจและเพิ่มแหล่งรายได้ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นการช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมั่นคง
ดร.รักษ์ฯ กล่าวอีกว่า จากแนวทางการสร้างกระแสเงินสดดังกล่าวจะช่วยทำให้ BAM สามารถลดภาระหนี้โดยรักษาระดับ D/E ไม่เกิน 2.0 เท่า พร้อมทั้งยังช่วยกลุ่มเปราะบางในการเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น ทั้งการซื้อทรัพย์เงินผ่อน การประนอมหนี้ และการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม ทำให้โครงสร้างรายได้ของ BAM มีเสถียรภาพมากขึ้น ลดความผันผวนจากการพึ่งพาการปิด Big Ticket ทำให้ BAM สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์และสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่ความแข็งแกร่งขององค์กรได้อย่างยั่งยืน
Go To Lead
|
'กรุงศรี' ยกระดับเป็น Trusted Partner เร่งเครื่อง
Sustainable Finance'หนุน'ลูกค้าไทยโตยั่งยืน
นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานของกลุ่มงานลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจในปีนี้ คือการมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Creation ควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ พร้อมยกระดับบทบาทการเป็น Trusted Partner เพื่อร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จของลูกค้า ภาคอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยกรุงศรีทำหน้าที่เป็น Enabler ที่จะช่วยสนับสนุนลูกค้าให้สามารถเปลี่ยนผ่านท่ามกลางความท้าทายด้าน ESG ไปสู่โอกาสใหม่ในระดับสากล ผ่านความเชี่ยวชาญของกรุงศรี เครือข่าย MUFG และพลังความร่วมมือภายในกลุ่มกรุงศรี (ONE Krungsri) เพื่อพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปีที่ผ่านมา กรุงศรีมีผลงานที่โดดเด่นโดยเฉพาะในด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) อาทิ การเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน ที่ออกโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง สำหรับการออกพันธบัตรเพิ่มเติม มูลค่า 29,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนครั้งแรกโดยภาครัฐในภูมิภาคเอเชีย และการเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย และที่ปรึกษาด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน สำหรับการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน มูลค่า 2,000 ล้านบาท โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนครั้งแรกโดยรัฐวิสาหกิจไทย นอกจากนี้ ยังได้รับ 3 รางวัลใหญ่จากเวที The Asset Triple A ได้แก่ รางวัล Best Bank for Sustainable Finance ซึ่งได้รับติดต่อกันเป็นปีที่ 4 รางวัล Best Bond Advisor Domestic ซึ่งได้รับรางวัลติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และรางวัล Best M&A Advisor ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะที่ปรึกษาด้านการควบรวมกิจการระดับชั้นนำ รางวัลเหล่านี้เปรียบเสมือนพันธสัญญาจากกรุงศรี ที่พัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ทันสมัยและยั่งยืน เพื่อเป็น Trusted Partner ในการพาลูกค้าธุรกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงในระยะยาว
สำหรับปี 2569 กลุ่มงานลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานภายใต้แนวคิด Sustainable Future for Client, Industry and Country ที่มุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ใน 3 มิติ ได้แก่
การสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้า ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มและนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ครบวงจร รองรับทั้งการเติบโตของธุรกิจ และความต้องการทางการเงินอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
การสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ผ่านการให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ควบคู่กับองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญเชิงลึกเฉพาะด้าน พร้อมผสานความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ ภาคธุรกิจไทยในระยะยาว
การมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ ด้วยการขับเคลื่อน Sustainable Finance เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับเป้าหมาย Thailand Net Zero 2050
ทั้งนี้ การดำเนินงานภายใต้แนวคิดดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่าน 4 แนวทางหลัก ประกอบด้วย
1. การนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์แบบครบวงจร ครอบคลุมทั้ง Financing Solutions และ Sustainable Finance ทั้งในรูปแบบสินเชื่อ ตราสารหนี้ และโซลูชันด้าน ESG พร้อมเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากธุรกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2. การต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของลูกค้าผ่านความร่วมมือกับ MUFG เพื่อสนับสนุนลูกค้าอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการเสริมความแข็งแกร่งในตลาดภายในประเทศ (Inbound Anchor Local Engagement) และการขยายโอกาสสู่ระดับสากล (Outbound Scale Global Reach) พร้อมยกระดับการให้บริการผ่านโซลูชันที่หลากหลาย ทั้งด้าน Sustainable Finance ด้าน Offshore Financing และการสนับสนุนเชิงอุตสาหกรรม (Sector Support) เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างครบวงจร
3. การให้คำปรึกษาและสนับสนุนธุรกรรมทางการเงินอย่างครบวงจร โดยทำงานร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ตลอดจนเครือข่ายระดับโลกของ MUFG และธนาคารพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสนับสนุนลูกค้าในการดำเนินธุรกรรมเชิงกลยุทธ์ ครอบคลุมการซื้อขายและควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) การระดมทุนผ่านตลาดตราสารทุน (Equity Capital Markets) และการเป็นผู้สนับสนุนการขาย (Selling Agent) หน่วยลงทุน โดยมุ่งให้คำปรึกษาและจัดโครงสร้างโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสมกับสถานการณ์และเป้าหมายของลูกค้าแต่ละราย เพื่อสนับสนุนการเติบโตและการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว
4. การยกระดับศักยภาพธุรกิจของลูกค้าผ่านดิจิทัลโซลูชัน ที่ออกแบบเฉพาะตามความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งโซลูชันด้านธุรกรรมการโอนเงินทั้งในและต่างประเทศแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และขับเคลื่อนความสำเร็จของลูกค้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กรุงศรียังได้เดินหน้าต่อยอดการดำเนินงานด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนในปี 2569 ด้วยเป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) ที่ 350,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 กรุงศรีได้เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมหลักมากมาย อาทิ การเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายในการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มูลค่า 3,500 ล้านบาท ให้กับ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) การเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน มูลค่า 8,000 ล้านบาท และการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน มูลค่า 3,000 ล้านบาท ให้กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM
นอกจากนี้ กรุงศรียังมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาด้านการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Advisory) ให้กับบริษัทชั้นนำในประเทศไทยจนประสบความสำเร็จ สะท้อนความเชี่ยวชาญในการสนับสนุนลูกค้าทั้งในด้านตลาดทุนและการบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างครบวงจร
กรุงศรีตระหนักดีว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ใช่ผลลัพธ์ของความสำเร็จขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่คือการยกระดับของทั้งระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปพร้อมกัน เราจึงมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของลูกค้า ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ ผ่านการผสานความเชี่ยวชาญ โซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย และความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง นายประกอบ กล่าวปิดท้าย
Go To Lead
|
SME D Bank มอบนโยบายสาขาพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ดูแลเอสเอ็มอีครบวงจร
เยี่ยมลูกค้า เอสที กาแฟชุมพร ต้นแบบความสำเร็จสินค้าเกษตรชุมชน
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร จัดประชุมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สาขาในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ได้แก่ สาขาชุมพร สาขาระนอง สาขาสุราษฎร์ธานี และสาขาเกาะสมุย โดยเน้นย้ำให้สานต่อการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และครบวงจรในมิติสำคัญ ได้แก่ มิติเข้าถึงแหล่งทุน มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ และสามารถยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียว มิติช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สามารถประคับประคองกิจการ รักษาการจ้างงาน ฟื้นธุรกิจได้อีกครั้ง และ มิติยกระดับเพิ่มศักยภาพ Upskill-Reskill ก้าวทันโลก ผ่านกิจกรรม Onsite และ Online ด้วยแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ใช้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนั้น เข้าเยี่ยมชมกิจการลูกค้า บริษัท เอสทีคอฟฟี่แอนด์แสงทอง 1982 จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดกาแฟ และผลิตภัณฑ์กาแฟแปรรูป แบรนด์ เอสที กาแฟชุมพร ต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจที่มีส่วนช่วยส่งเสริมและยกระดับเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรท้องถิ่น จำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ มีส่วนช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน โดย SME D Bank สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน และเงินลงทุนเครื่องจักร อุปกรณ์ ต่อยอดสู่ธุรกิจสีเขียว โดยมีนายพสิษฐ์ โชคดี เจ้าของกิจการ ให้การต้อนรับ และพาเยี่ยมชม ณ จังหวัดชุมพร
Go To Lead
|
'ก.ล.ต.'เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดอันดับ
ความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ ที่มีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์การออกและเสนอขายตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ* ที่กำหนดให้ต้องได้รับอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ (issue rating) ไม่ต่ำกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้ (investment grade) จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ (international credit rating agency : inter CRA) และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการไปเมื่อเดือนมีนาคม เมษายน 2569** โดยผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยตามที่เสนอ ก.ล.ต. จึงได้จัดทำร่างประกาศที่เกี่ยวข้องและเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศ ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้
(1) หลักเกณฑ์อนุญาต : ผู้ออกตราสารหนี้ต้องได้รับอันดับเครดิตองค์กร (issuer rating) และอันดับความน่าเชื่อถือคาดการณ์ของตราสารหนี้ (expected issue rating) จาก inter CRA โดยผู้ออกรายใหม่ต้องได้ rating ไม่ต่ำกว่าระดับ investment grade ขณะที่ผู้ออกรายเดิมที่ขออนุญาตออกตราสารหนี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการ roll-over สามารถขอผ่อนผันเรื่องระดับ rating ได้***
(2) หลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล : กำหนดให้ผู้ออกตราสารหนี้ต้องเปิดเผยอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง issuer rating และ issue rating ในแบบ filing และ factsheet โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่า issue rating เป็นเพียง expected issue rating ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงต้องเปิดเผยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ expected issue rating และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลหรือโครงสร้างธุรกรรม
(3) เงื่อนไขภายหลังอนุญาต : กำหนดให้ผู้ออกตราสารหนี้ต้องเปิดเผยอันดับความน่าเชื่อถืออันดับสุดท้าย (final issue rating) ต่อผู้ลงทุนบนเว็บไซต์ของผู้ออก และนำส่งต่อ ก.ล.ต. ภายในวันถัดจากที่ได้รับ final issue rating และหากมีการเปลี่ยนแปลงจาก expected issue rating ต้องระบุถึงเหตุผลและปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนประกอบการเปิดเผยและนำส่งด้วย
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=1167 และระบบกลางทางกฎหมาย https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NzEyMkRHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ= ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์หรือ ทาง e-mail: debt@sec.or.th จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569
Go To Lead
|
|
บัตรเครดิต ttb 'ช่วย'คนกรุงลดภาระค่าใช้จ่ายเดินทางขึ้นรถไฟฟ้าครึ่งราคา
ผู้บริหาร บัตรเครดิต ttb เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลายเป็นภาระหลักของคนเมือง โดยเฉพาะประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ต้องพึ่งพารถไฟฟ้าในการเดินทางเพื่อการทำงาน การศึกษา และการใช้ชีวิตประจำวัน บัตรเครดิต ttb มุ่งหวังที่จะเป็นตัวช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า ผ่านโปรโมชัน ขึ้นรถไฟฟ้าครึ่งราคา เพียงแตะจ่าย ด้วยบัตรเครดิต ttb ผ่านระบบ EMV Contactless โดยไม่ต้องแลกคะแนน เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินให้กับคนไทยอย่างแท้จริง
ลูกค้าบัตรเครดิต ttb จะได้รับเครดิตเงินคืน 50% เพียงแตะจ่ายชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าผ่านระบบ EMV Contactless ที่มียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 17 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป โดยสามารถใช้ได้กับรถไฟฟ้าสายหลักที่ครอบคลุมการเดินทางในเขตเมือง ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลือง สายสีชมพู และสายสีแดง เพียงลูกค้าลงทะเบียนรับสิทธิ์ครั้งเดียวผ่านแอป ttb touch และใช้สิทธิ์ได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 3 เดือน ช่วยให้การเดินทางในชีวิตประจำวันสะดวก คุ้มค่า และประหยัดมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวคิด Smart Value ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่เน้นความคุ้มค่าและสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ทั้งนี้ โปรโมชันมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 - วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของโปรโมชัน ได้ที่ https://www.ttbbank.com/th/promotion/credit-card/auto/mrt-apr26
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|