Finance/Stock
Hot News: 'เตือน' ธุรกรรมการเงินออนไลน์ //ก.ล.ต. ลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำผิด 24 ราย กรณีสร้างราคาหุ้นบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) (MILL) โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 172.14 ล้านบาท//กรุงศรี 'ชี้' บาทเคลื่อนไหว 33.10-33.50 ต่อดอลลาร์//
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
'เตือน' ธุรกรรมการเงินออนไลน์
KTC 'ย้ำ'รู้เท่าทันความเสี่ยง ธุรกรรมการเงินออนไลน์ 'แนะ'วิธีป้องกัน เข้มระบบรักษาความปลอดภัย กลั่นกรองสินเชื่อออนไลน์ 'ชี้'ใช้สมาร์ทดีไวซ์ทำธุรกรรมการเงิน ต้องระมัดระวัง
นายวิรัช ไพสิฐเศวต รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส – ปฏิบัติการ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การรู้เท่าทันความเสี่ยงในการชำระทางอิเล็คทรอนิคส์และออนไลน์” ปัจจุบันพบว่ารายการธุรกรรมดิจิทัลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และยังพบว่าส่วนใหญ่เป็นรายการธุรกรรมที่ไม่ใช่บัตร Card Not Present และมีการทุจริตจากรายการที่ไม่ใช่บัตรเพิ่มขึ้นด้วย
ที่ผ่านมานั้น พบการทุจริตกับกลุ่มบัตรเครดิต เช่น ข้อมูลบนแถบแม่เหล็กถูกก๊อบปี้ผ่านสกิมเมอร์ไปทำบัตรปลอม และนำไปใช้ในต่างประเทศ ข้อมูลบัตรบนแถบแม่เหล็กถูกขโมย และ ATM PIN ถูกก๊อบปี้ผ่านสกิมเมอร์และนำไปใช้ในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ทุจริตติดต่อเข้ามาเปลี่ยนเบอร์มือถือในระบบเป็นของตัวเองเพื่อรับรหัส OTP เพื่อซื้อสินค้าออนไลน์ คนใกล้ตัวที่รู้ข้อมูลส่วนตัว รวมถึงคนที่เข้าถึงมือถือลูกค้า เปิดบัตรแทนลูกค้าและนำไปใช้
"ความเสี่ยงของธุรกิจบัตรเครดิตในปัจจุบัน ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้ใช้ ทั้งจากรายการธุรกรรมดิจิทัลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น" นายวิรัช กล่าว
ดังนั้น แบงก์เรามีมาตรฐานการเฝ้าระวังระบบการชำระแบบ 7x24 การป้องกันและระบบรักษาความปลอดภัย กระบวนการกลั่นกรองและอนุมัติสินเชื่อทั้งออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมกรณีศึกษาการทุจริตการพิสูจน์ตัวตน และข้อควรระวังในการใช้สมาร์ทดีไวซ์ทำธุรกรรมการเงินใช้จ่าย

Go To Lead


ME by TMB 'ชู'ME MOVE บัญชีใช้จ่ายใหม่
นางสาวมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี และ ME by TMB เปิดเผยว่า “ME by TMB เป็นการธนาคารดิจิทัลอย่างแท้จริงตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ซึ่งเปิดตัวด้วยบัญชีเงินฝากดิจิทัล ภายใต้คอนเซปต์ “ให้ลูกค้าได้ทำธุรกรรมการเงินด้วยตนเองเพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า” ปัจจุบันเราเรียกว่าบัญชี ME SAVE ที่มีจุดแข็งด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง 4.5 เท่าของออมทรัพย์ทั่วไป และเพื่อตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ทางการเงินของลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ ในวันนี้ ME จึงได้ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ชื่อ ME MOVE บัญชีใช้จ่ายดิจิทัล ภายใต้คอนเซปต์ “อยากใช้ได้ใช้ อยากเก็บได้มากกว่า” ให้ลูกค้าคล่องตัวในการทำธุรกรรมทั้งด้านออมเงินกับ ME SAVE ที่ยังได้รับดอกเบี้ยสูง และสามารถใช้จ่ายง่าย สะดวกปลอดภัย กับบัญชี ME MOVE นับเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทางการเงินของคนรุ่นใหม่ทั้งในเรื่องของการออมที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป และการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่คล่องตัวมากขึ้น”
ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ME by TMB ผู้รับผิดชอบด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และบริการ กล่าวเพิ่มเติมว่า “บัญชี ME MOVE เป็นบัญชีเพื่อการใช้จ่ายดิจิทัล ที่มุ่งเน้นการทำธุรกรรมด้านใช้จ่ายในรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การโอนเงิน การชำระค่าสินค้า ค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น ความพิเศษของบัญชี ME MOVE คือ มีเทคโนโลยีอัจฉริยะ Balance Sweep ช่วยบริหารเงินให้ลูกค้า โดยปัดเงินคงเหลืออัตโนมัติไปรับดอกเบี้ยสูงกับบัญชี ME SAVE เพียงลูกค้ากำหนดยอดเงินคงเหลือแค่พอใช้จ่ายในบัญชี ME MOVE และตั้งค่า Sweep เงินได้ทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ส่วนที่เกินจากยอดเงินที่กำหนดไว้จะถูกโอนอัตโนมัติ ณ สิ้นวันไปเก็บที่บัญชี ME SAVE ทันที เพื่อรับดอกเบี้ยสูง 1.7% ต่อปี หรือ 4.5 เท่าของออมทรัพย์ทั่วไป นับเป็นครั้งแรกของวงการแบงก์ในประเทศไทย ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าใหม่เปิดบัญชี ME MOVE ถึง 40,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้ เมื่อใช้บัญชี ME MOVE คู่กับบัญชี ME SAVE จะช่วยให้การบริหารการเงินเป็นเรื่องง่าย สะดวกและปลอดภัย โดยลูกค้าสามารถออมเงิน และใช้จ่ายได้สะดวก ไม่ต้องยุ่งยากสลับการใช้งานของแอปพลิเคชั่นธนาคารไปมา ที่สำคัญบัญชี ME MOVE ยังปลอดค่าธรรมเนียมแบบ 100% ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียมการโอน การเปิดบัญชี หรือค่าธรรมเนียมบัตร

Go To Lead


'เร่ง'ข้าราชการ-ลูกจ้างประจำเกษียณ ยื่น e - filing
นางญาณี แสงศรีจันทร์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่ กรมบัญชีกลางขอแจ้งให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่จะเกษียณอายุหรือลาออกจากราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 และมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ สามารถยื่นขอรับบำเหน็จบำนาญด้วยตนเองทางอิเล็กทรอนิกส์ (Pensions’ Electronic Filing : e - filing)ผ่านระบบบำเหน็จบำนาญได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเพื่อให้ผู้มีสิทธิทุกคนได้รับบำเหน็จบำนาญและสิทธิสวัสดิการของตนเองอย่างต่อเนื่องทันที เมื่อเกษียณอายุราชการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561
สำหรับผู้มีสิทธิที่เกษียณอายุราชการหรือลาออกจากราชการปีนี้ สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับรหัสผ่าน ผ่านระบบ e-filing ได้ที่https://pws.cgd.go.th/EFiling/ และดาวน์โหลดคู่มือการลงทะเบียนและการใช้งานระบบในหน้าเว็บไซต์ดังกล่าว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ หากผู้มีสิทธิต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ Call Center กรมบัญชีกลาง หมายเลขโทรศัพท์ 0 2270 6400 กด 2 การยื่นขอรับบำเหน็จบำนาญด้วยตนเองผ่านระบบ e-filing นอกจากผู้มีสิทธิจะได้รับความสะดวกรวดเร็ว และลดขั้นตอนในการยื่นเอกสารแล้ว ยังสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลประวัติการเบิกจ่ายเงินบำนาญรายเดือนและรายปี หรือพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของตนเองผ่านระบบดังกล่าวได้

Go To Lead


ก.ล.ต. ลงโทษทางแพ่งผู้กระทำผิด 24 ราย สร้างราคาหุุ้น MILL
ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2557 ถึง 3 มิถุนายน 2557 มีบุคคลรวม 24 ราย สร้าง ราคาหุ้น MILL จนทำให้ราคาหุ้นผิดไปจากสภาพปกติของตลาด โดยมีนายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล และนางสาวธนิกา ตั้งพูนผลวิวัฒน์ เป็นตัวการหลักในการสร้างราคาหุ้น ได้รู้ เห็นหรือตกลงกับผู้ร่วมกระทำความผิดอีก 5 ราย (บุคคลลำดับที่ (3) - (7)) ได้แก่ (3) นางสาวพรวดี สมพงษ์ชัยกุล (4) นายเกียรติเกษม นันทพิบูลย์ (5) นายวรพจน์ อำนวยพล (6) นายอมฤต นันทนาวุฒิและ (7) นายพงษ์พัฒน์ รุ่งวานนท์ชัย และผู้สนับสนุนการกระทำผิดอีก 17 ราย (บุคคลลำดับที่ (8) - (24)) ได้แก่ (8) นายอำนาจ วงศ์ไพฑูรย์ปิยะ (9) นางสาวปรีชญา ฑีฆาสุรัตน์ (10) นายอนุพงศ์ คุตติกุล (11) นางสาวณัฐธยาน์ โชคอุดมนิรันดร์ (12) นางสาวสยุมพร เล็กซิ้มลิ้ม (13) นางสาวศรีอุบล อินทรอำนวย (14) นาง สาวบุญญารัตน์ แสงกาศ (15) นางสาวอำไพ รัตนนาวิน (16) นายอัครินทร์ ธนกิจรุจิโรจน์ (17) นางสาวธัญญ์นภัส ธนกิจรุจิโรจน์ (18) นางสาวศรีลออ นันทสุขเกษม (19) นางสาวอวยพรวลี นันทพิบูลย์ (20) นายปฏิภาณ ชาตะเมธีกุล (21) นายเอกพล เตชะมโนรมย์ (22) นายสิทธัตถ์ สิทธิสมาน (23) นางสาวรัตนา มีกลิ่นหอม และ (24) นาย สราวุฒิ ลีละศรชัย
นายสิทธิชัยและนางสาวธนิกา และผู้ร่วมกระทำความผิดอีก 5 ราย (บุคคลลำดับที่ (3) - (7)) ซื้อขายหุ้น MILL ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง รวมทั้งบุคคลและ นิติบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะอำพรางให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการซื้อขายหุ้นนั้นเป็นจำนวนมาก และ/หรือราคาหุ้นได้เปลี่ยนแปลงไป และมี การซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องกัน ทำให้การซื้อขายหุ้นผิดไปจากสภาพปกติของตลาด เพื่อชักจูงให้บุคคลทั่วไปเข้าซื้อหรือขายหุ้นดังกล่าว โดยผู้สนับสนุนการกระทำความผิด อีก 17 ราย (บุคคลลำดับที่ (8) - (24)) ได้ยินยอมให้นายสิทธิชัยและนางสาวธนิกาใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อใช้ในการซื้อขายหุ้น MILL ในช่วง เวลาดังกล่าว การกระทำดังกล่าวข้างต้นของนายสิทธิชัยและนางสาวธนิกา และบุคคลลำดับที่ (3) - (7) เป็นความผิดตามมาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 244 และมาตรา 243(2) ซึ่งมี ระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งปัจจุบันการกระทำดังกล่าวยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 244/3 และมีบท กำหนดโทษตามมาตรา 296 มาตรา 296/1 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวล กฎหมายอาญา และการกระทำของบุคคลลำดับที่ (8) - (24) เป็นความผิดตามมาตรา 243 ประกอบมาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับ โดยให้ผู้กระทำความผิดทั้ง 24 ราย ชำระค่าปรับทางแพ่ง ซึ่งผู้กระทำ ความผิดทั้งหมดได้ทำบันทึกยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งแล้ว โดยนายสิทธิชัยและนางสาวธนิกาชำระค่าปรับรายละ 81.98 ล้านบาท ผู้ร่วมกระทำความผิด 5 ราย ชำระค่าปรับรายละ 500,000 บาท และผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 17 ราย ชำระค่าปรับรายละ 333,333.33 บาท รวมเป็นเงินค่าปรับทางแพ่งจำนวน 172.14 ล้าน บาท ซึ่งเงินค่าปรับทางแพ่งเป็นรายได้แผ่นดินที่ ก.ล.ต. จะส่งกระทรวงการคลัง นอกจากการลงโทษด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งดังกล่าว ก.ล.ต. สั่งห้ามนายสิทธิชัยเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน*เป็นเวลา 3 ปี และมีผลทำให้ผู้กระทำผิดทั้ง 23 ราย ที่เหลือเป็นผู้มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนด้วย

Go To Lead


กรุงศรี 'ชี้' บาทเคลื่อนไหว 33.10-33.50 ต่อดอลลาร์
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.10-33.50 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 33.42 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาททำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 9 เดือนตามทิศทางค่าเงินหยวน ขณะที่นักลงทุน ต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย 1.2 พันล้านบาทและ 6.9 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 3 ปีแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เมษายน 2558 ทั้งนี้ ดอลลาร์ในช่วงแรกได้แรงหนุนจากถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งระบุถึงความเชื่อมั่นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าหลังประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์นโยบายของเฟดและระบุว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ส่งผลให้สหรัฐฯ เสียเปรียบด้านการแข่งขันทางการค้า ส่วนเงินปอนด์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนในแผนเจรจา Brexit ซึ่งส่งผลให้ตลาดลังเลต่อโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารอังกฤษ (บี โออี) ในเดือนสิงหาคม
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า ตลาดจะจับตาสงครามค่าเงินระลอกใหม่หลังสหรัฐฯ และจีนต่างส่งสัญญาณว่าไม่ต้องการให้สกุลเงินของประเทศตนแข็งค่า โดย เงินหยวนแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 1 ปี หลังธนาคารกลางจีนปรับลดค่ากลางของหยวนลงอย่างต่อเนื่อง แม้ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ว่าประธานาธิบดีทรัมป์เคารพ ความเป็นอิสระของเฟด แต่เราเชื่อว่าการที่ผู้นำสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจต่อการแข็งค่าของดอลลาร์โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินหยวนและเงินยูโร อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หรืออย่างน้อยจะส่งผลให้ดอลลาร์ขาดแรงส่งในการปรับตัวขึ้นในระยะนี้ เนื่องจากดอลลาร์ที่แข็งค่าเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ ของรัฐบาลสหรัฐฯ นอกจากนี้ นักลงทุนจะให้ความสนใจกับการประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินช่วงท้ายสัปดาห์ สำหรับปัจจัยในประเทศ ข้อมูลการค้าเดือนมิถุนายนสะท้อนว่าการส่งออกของไทยเริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงแม้จะได้ประโยชน์บ้างจากการส่งออกไปสหรัฐฯ ทดแทน ประเทศที่ถูกมาตรการกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้แนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนที่สดใส โดยเราประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจเริ่มสื่อสารกับตลาดอย่างชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการปรับสมดุลนโยบายการเงินในระยะถัดไป ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ยอดส่งออกของไทยเติบโต 10.95% ส่วน ยอดนำเข้าขยายตัว 15.61% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 3.46 พันล้านดอลลาร์

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com