Finance/Stock
Hot News: ก.ล.ต. 'ลงโทษ'ผู้แนะนำการลงทุน-ผู้จัดการสาขา // EXIM BANK ปล่อยกู้กิสโคผลิต-ส่งออก // ธ.ก.ส. 'ชู' ยุทธศาสตร์เกษตรยั่งยืน
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
ธ.ก.ส. 'ชู' ยุทธศาสตร์เกษตรยั่งยืน
ธ.ก.ส. 'หนุน' ยุทธศาสตร์ชาติ พัฒนาภาคการเกษตร มุ่งพัฒนาเกษตรกร ชุมชนและสังคม ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม 'ดัน'ระบบสหกรณ์ และ SMAEs เป็นหัวขบวนในการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และเสริมช่องทางการตลาดทุกรูปแบบ
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ครบรอบ 52 ปี ธ.ก.ส. มุ่งเน้นการนำนโยบายเกษตรยั่งยืน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติ มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาเกษตรกรและภาคการเกษตรเพื่อสร้างความยั่งยืน ประกอบด้วยการทำเกษตรกรรม 5 รูปแบบ คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ และเกษตรอินทรีย์ เป้าหมายพื้นที่ 5 ล้านไร่
โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ ธ.ก.ส. มีเป้าหมายชุมชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 600 ชุมชน และขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 60,000 ไร่ ภายในปี 2563 ธนาคารได้จัดเตรียมโครงการสินเชื่อส่งเสริมและสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Credit ) วงเงิน 5,000 ล้านบาท และสินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย (XYZ) วงเงิน 2,000 ล้านบาท รองรับ โดยดำเนินการร่วมกับภาครัฐและเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศจัดทำงานโครงการอาหารปลอดภัย และการสร้างชุมชนเกษตรอินทรีย์อย่างน้อย จังหวัดละ 1 ชุมชน เพื่อสนับสนุนให้มีการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานรองรับ เริ่มจากชุมชนที่มีการพัฒนาการผลิตในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้วจำนวน 250 แห่ง ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ครบทุกชุมชน ใช้ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Participatory Guarantee System : PGS) ตามหลักการและมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งสนับสนุนชุมชนอื่นๆที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ
"ชุมชนเกษตรอินทรีย์ทั้ง 77 จังหวัด จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ดี มีมาตรฐาน ทั้งระบบโรงเรือน ระบบน้ำ ระบบควบคุม รวมถึงโรงบรรจุหีบห่อ มีกระบวนการตรวจสอบเพื่อรับรองคุณภาพตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย โดย ธ.ก.ส. จะร่วมกับเครือข่ายประชารัฐสนับสนุนด้านการเพิ่มช่องทางตลาด ออนไลน์ รวมถึงตลาด โมเดิร์นเทรด ตลาดนัดของดีวิถีชุมชน ร้านค้า A-Shop เป็นต้น เพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าคุณภาพ อาหารปลอดภัยจากชุมชนไปสู่ผู้บริโภค ด้านวนเกษตรและสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกต้นไม้ตามแนวทาง ป่า 3อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยชุมชนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน ภายใต้โครงการธนาคารต้นไม้เชื่อมโยงไปสู่โครงการชุมชนไม้มีค่าตามนโยบายของรัฐบาล การปลูกไม้ยืนต้นบนที่ดินของตนเองและของชุมชน อันเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในที่ดิน เปรียบเสมือนการออมทรัพย์หรือการลงทุนในระยะยาว เมื่อต้องใช้เงินทุนก็สามารถนำต้นไม้ที่ปลูกบนที่ดินตนเองมาเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และยังช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า อันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านีเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีชุมชนที่ร่วมปลูกต้นไม้กับ ธ.ก.ส. ตามโครงการธนาคารต้นไม้จำนวน 6,804 ชุมชน มีสมาชิก 115,217 ราย มีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเพิ่มขึ้นในประเทศกว่า 11.7 ล้านต้น" นายอภิรมย์ กล่าว
ส่วนของความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการบริหารจัดการหนี้ให้กับเกษตรกรที่มีภาระหนัก ผ่านมาตรการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ การสนับสนุนการปฏิรูปภาคการเกษตรร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การปรับเปลี่ยนการผลิต การรวมกลุ่มเพื่อร่วมกันผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การรวบรวมและใช้กระบวนการสหกรณ์ เป็นหัวขบวน ในการขับเคลื่อนภายใต้หลักตลาดนำการผลิต และการนำรูปแบบ Project based มาสร้างอาชีพและมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่ ควบคู่การสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการส่งเสริมเงินออม การให้ความรู้ การสร้างเครือข่าย และสร้างทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่
ธ.ก.ส. ยังได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติอีก 7 แผนงาน ซึ่งผลการดำเนินงาน ณ 30 กันยายน 2561 มีดังนี้
1) แผนงานพัฒนาและยกระดับเกษตรกรผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาท ต่อปี จำนวน 599,066 ราย สามารถยกระดับรายได้ให้เกิน 20,000 บาท ได้จำนวน 146,305 ราย คิดเป็น 24.42% และผู้มีรายได้ระหว่าง 20,001-30,000 บาทต่อปี จำนวน 284,518 ราย สามารถยกระดับรายได้ให้เกิน 30,000 บาท ต่อปี จำนวน 74,395 ราย คิดเป็น 26.15% ด้านการออมของผู้ที่ประสงค์พัฒนาตนเอง 2.76 ล้านราย ธ.ก.ส.ได้เข้าไปสนับสนุนให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้มีเงินออมเพิ่มขึ้น จำนวน 1,636.14 ล้านบาท เฉลี่ยมีเงินฝากเพิ่มขึ้นรายละ 591 บาท
2) แผนงานพัฒนาและสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร โดยมีเป้าหมายเกษตรกรและทายาทเข้ารับการอบรม เพื่อพัฒนาสู่การเป็น Smart Farmer จำนวน 8,000 ราย และการยกระดับสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการSME เกษตร เพื่อเป็นหัวขบวนในการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต การสร้างงานและรายได้ รวมทั้งสิ้น 7,490 ราย
3) แผนงานเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การเกษตรโครงการตลาดประชารัฐ โดยมอบหมายให้สาขาในพื้นที่ดำเนินการจัดตลาดประชารัฐรวม 280 แห่ง มียอดขายสะสมในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จำนวน 81.85 ล้านบาท
4) โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 1,917,460 ราย พื้นที่ 27.5 ล้านไร่ โดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยที่เข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 13,916 ราย พื้นที่จ่ายค่าสินไหมทดแทน 122,154.62 ไร่ เป็นจำนวนเงิน 153.9 ล้านบาท
5) แผนงานสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร (โครงการเงินออมกองทุนทวีสุข) มีจำนวนสมาชิกสะสมทั้งสิ้น 1,516,567 ราย
6) แผนงานพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรให้เป็นเครือข่ายทางการเงิน จำนวน 1,200 แห่ง
7) แผนงานพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอุดมสุข มีชุมชนเป้าหมายที่จะยกระดับสู่ชุมชนอุดมสุข 800 ชุมชน ผ่านเกณฑ์ประเมินครั้งที่ 1 จำนวน 428 ชุมชนอยู่ระหว่างการนำแผนสู่การปฏิบัติ และพัฒนาเพื่อประเมินการผ่านเกณฑ์ในครั้งที่ 2 ต่อไป

Go To Lead


กสิกรไทย 'ชู' ยุทธศาสตร์แพลตฟอร์มอันดับหนึ่ง
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าแรงส่งของอุปสงค์จากต่างประเทศจะลดลง แต่คาดว่าการใช้จ่ายในประเทศจากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนจะเข้ามามีบทบาทต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จีดีพีจะขยายตัวที่ 4.3% ผ่อนแรงลงจากปี 2561 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 4.6% เนื่องจากการชะลอตัวของภาคการส่งออกและท่องเที่ยวจากปัจจัยฐานที่สูง ตลอดจนประเด็นเรื่องข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่อาจจะส่งผลให้การค้าโดยรวมของโลกชะลอตัว ในขณะที่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญในปีหน้า จะมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องของภาครัฐและความชัดเจนในเรื่องการเลือกตั้งทั่วไปที่น่าจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนในภาพรวมให้ดีขึ้น ด้านทิศทางดอกเบี้ยของไทยยังเป็นขาขึ้นท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภายใต้ปัจจัยความท้าทายต่าง ๆ ธนาคารกสิกรไทยกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2562 โดยยังคงยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) พร้อมตอกย้ำยุทธศาสตร์การเป็น Customers’ Life Platform of Choice หรือ แพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่ลูกค้าเลือกเพื่อตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต ด้วยการใช้ศักยภาพ K PLUS โมบาย แบงกิ้ง ที่มีผู้ใช้งานสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง นำเสนอบริการทางการเงินและไลฟ์สไตล์ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบรายบุคคล เดินหน้ายกระดับขีดความสามารถไปอีกขั้นทั้งด้านการเงินและเทคโนโลยีขององค์กรให้สามารถตอบสนองทุกสถานการณ์ พร้อมเป็นองค์การที่ใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจและขับเคลื่อนธุรกิจ (Data-Driven Bank) บนรากฐานการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืนในทุกมิติ (Bank of Sustainability)
ธนาคารกสิกรไทยได้ประกาศเป้าหมายทางการเงินปี 2562 โดยตั้งเป้าการเติบโตเงินให้สินเชื่อที่ 5-7% ซึ่งจะสอดคล้องกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้า แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบรรษัทเติบโต 3-5% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการเติบโต 2-4% และสินเชื่อลูกค้าบุคคลเติบโต 9-12% อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin:NIM) อยู่ที่3.3-3.5% อัตราการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ -5 ถึง -7% ในส่วนของคุณภาพสินทรัพย์ คาดว่ามีสัดส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL Ratio) ที่ 3.3-3.7% ธนาคารกสิกรไทยยังคงดำเนินธุรกิจบนรากฐานของการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน ภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม มีธรรมาภิบาลที่ดี สร้างความสมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยยุทธศาสตร์ที่ทำให้บรรลุเป้าหมายและสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งปรัชญาของการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนนี้ได้ถูกปลูกฝังและหล่อหลอมในทุกกระบวนการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมจนเป็น กรีน ดีเอ็นเอ ขององค์กรที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายและการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

Go To Lead


ทีเอ็มบี ส่งมอบ “โครงการรักษ์สามล้อ เชียงใหม่”
ทีเอ็มบี โดยอาสาสมัครทีเอ็มบี เชียงใหม่ มุ่งมั่นพัฒนาชีวิตคนในชุมชนให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนของชุมชนในปี 2561 ภายใต้แนวคิด Make THE Difference เปลี่ยน… เพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น โดย “ทีเอ็มบี” ได้สนับสนุนการอนุรักษ์และสร้างคุณค่า ให้อาชีพสามล้ออยู่คู่เมืองเชียงใหม่ โดย นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี ให้เกียรติเป็นประธานส่งมอบ โครงการรักษ์สามล้อ เชียงใหม่ ให้แก่ นายกิติชา บุญธรรม ประธานกลุ่มสามล้อเชียงใหม่ ณ พุทธสถาน จังหวัดเชียงใหม่
ความสำเร็จของโครงการรักษ์สามล้อ เชียงใหม่ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของอาสาสมัครทีเอ็มบี ที่มองเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และสร้างคุณค่าให้อาชีพสามล้อ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มสามล้อในเมืองเชียงใหม่เหลืออยู่เพียงจำนวน 40 คันสุดท้ายให้คงอยู่และสืบทอดสู่ลูกหลาน ด้วยการสร้างรูปแบบการปั่นสามล้อให้เป็นที่จดจำ มีมาตรฐาน ทั้งด้านการแต่งกาย การบริการ การบำรุงรักษาซ่อมแซมรถสามล้อให้น่าใช้บริการ การจัดทำเส้นทางการเดินทางโดยสามล้อสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงการรวบรวมประวัติความเป็นมาของรถสามล้อ โดยนำเสนอผ่านช่องทาง Facebook : Chiang Mai Trishaw Project โครงการสามล้อเชียงใหม่ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโครงการร่วมพัฒนาชุมชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญา TMB Make THE Difference

Go To Lead


ไทยพาณิชย์ - สสว. 'หนุน' SME ระดมทุนตลาด MAI
นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด SME Segment ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งใน ประเทศ และต่างประเทศได้ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่บางส่วนยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่ จะรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำที่อยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน ตระหนักถึงปัญหา ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และมุ่งมั่นสนับสนุนหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่เอสเอ็มอี รวมถึงการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจให้เอสเอ็มอี มีความพร้อมรับมือกับปัจจัยเสี่ยง และความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ และ สสว. ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งทั้ง สององค์กรจะนำศักยภาพที่มีร่วมกันบูรณาการแนวทางและรูปแบบการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ภายใต้ครือข่ายของทั้งสององค์กรกว่า 2 แสนรายให้ ได้รับประโยชน์สูงสุด สำหรับยอดสินเชื่อ SME ที่ธนาคารปล่อยออกไปในปีนี้มีทั้งหมด 3.48 แสนล้านบาท ขณะที่ NPL อยู่ที่ประมาณ 8.4% (5 - 6 ร้อยล้านบาท) ถือว่าอยู่ใน ระดับค่อนข้างทรงตัว
นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ผู้บริหารสาย Primary Distribution ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของธนาคาร คือ ส่งเสริมการเข้าถึง แหล่งเงินทุนทางเลือก (Alternative Financing) นอกเหนือการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินตามปกติ โดยเฉพาะแหล่งเงินทุนประเภทตราสารทุน ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทต่อภาค ธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยธนาคารจะเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน พร้อมให้การสนับสนุนอื่นๆ ที่ช่วยผลักดันให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสามารถเข้า ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI เพื่อระดมเงินทุนที่จะช่วยรองรับแผนการขยายการลงทุนและการเติบโตของธุรกิจ โดยธนาคารจะให้คำปรึกษาไปจนถึงหลังการระดมทุน เช่น การบริหารจัดการโครงสร้างธุรกิจ(เช่น การจัดการภาษี) รวมไปถึงการหาพันธมิตรทางธุรกิจ เป้าหมายของธนาคาร คือการผลักดันสมาชิกในเครือข่าย สสว. เข้าระดมทุน ในตลาด MAI จำนวน 30 รายภายในปี 2562 ซึ่งจะเป็นแบบอย่างของความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ ยังพร้อมนำ ศักยภาพด้านอื่นๆ ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็กทุกกลุ่ม อาทิ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาช่องทางการตลาด การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และ Know- how ตลอดจนการใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ จากเครือข่ายพันธมิตรของธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีอยู่หลากหลายสามารถตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการได้อย่างครบวงจร
นอกจากนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์จะจัดทำหลักสูตรพิเศษเพื่ออบรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในเครือข่ายของ สสว. ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่ม เอสเอ็มอีขนาดกลางที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในระดับหนึ่ง โดยเนื้อหาหลักสูตรจะมุ่งตรียมความพร้อมธุรกิจเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI รวมถึงการวาง แผนด้านภาษีสำหรับธุรกิจ และกระบวนควบรวมและการซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions) และการให้ความรู้ทางการเงินอื่นๆ เช่น การบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งคาดว่าโครงการจะเริ่มต้นได้ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2562 2. กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในเครือข่าย สสว. รายย่อย จำนวน 1,000 คน เนื้อหา หลักสูตรจะให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการด้านการเงิน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้และเปิดมุมมองใหม่ๆ ทางด้านการเงิน ที่ จะเป็นทางเลือกให้เอสเอ็มอีได้มองหาทางเลือกที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองอย่างคุ้มค่าที่สุด
นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ของการลงนามในครั้งนี้ คือ สสว. และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จะร่วมมือกันจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเนื้อหาความร่วมมือประกอบด้วย การเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจ การ ส่งเสริมให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงบริการของ สสว. และธนาคาร รวมถึงการอำนวยความสะดวก และการพัฒนาขีดความสามารถในการเข้าถึง แหล่งทุนแก่ผู้ประกอบการ SME ที่เป็นสมาชิก สสว. ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้ ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ SME โดย จัดให้มีที่ปรึกษาธุรกิจ (Business Coach) ให้คำแนะนำปรึกษาให้แก่ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งเพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอีได้รับองค์ความรู้ในการทำธุรกิจ มีระบบ การบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด (High Value) ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงการพัฒนาวิสาหกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และการส่งเสริม ผู้ประกอบการในระดับชุมชน (Community-based) หรือผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อย (Micro) เพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจรากฐานต่อไป ระยะแรก สสว. จะ นำผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ตั้งแต่แต่ครั้งที่ 1 - ครั้งที่ 10 ที่มีความสนใจและมีความพร้อมจำนวน 19 กิจการ จากหลากหลายประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ ธุรกิจไฟฟ้าและอีเล็กทรอนิคส์ ธุรกิจซอฟท์แวร์และแอพพลิเคชัน ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ เข้าร่วมกิจกรรมที่ธนาคารเป็น ผู้จัดเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ MAI เพื่อยกระดับธุรกิจและการหาแหล่งเงินทุนสู่การขยายและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับกิจการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง บทบาทของ สสว. ในการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้มีความเข้มแข็ง และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ปัจจุบัน สสว. มีสมาชิกที่อยู่ในระบบจำนวน 3 ล้านราย โดย แบ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อย 2.2 ล้านราย และบริษัท 7-8 แสนราย

Go To Lead


TMB แนะ SME หลุดพ้น 7 พฤติกรรม
นางสาวชมภูนุช ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี กล่าวว่า "สิ่งสำคัญที่ ทีเอ็มบี ให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือ การเข้าใจและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า (Need base) เพื่อจะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ง่าย สะดวก (Simple and Easy) ทำให้ ทีเอ็มบี มีการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่ม SME อย่างลึกซึ้ง เพื่อเป็นแนวทางในการให้คำปรึกษา และสนับสนุนให้ลูกค้า SME สามารถเติบโต "ได้มากกว่า" (Get MORE with TMB) อย่างยั่งยืน
จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ SME ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีธุรกิจเกิดใหม่กว่า 70,000 รายต่อปี แต่มีเพียง 50% เท่านั้น ที่ก้าวผ่านปีแรกไปได้ และเมื่อผ่านปีแรกไปได้จะมีธุรกิจอีกราว 10% ที่ไปไม่ถึงฝัน และต้องปิดตัวไปอย่างน่าเสียดาย กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต่อยอดไปสู่การศึกษาวิจัยพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจของ SME ไทย เพื่อค้นหาคำตอบว่า... เกิดอะไรขึ้นกับ SME ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน? ภายใต้หัวข้อ '7 หลุมพรางของ SME ที่ทำให้ธุรกิจไม่ไปถึงฝั่งฝัน'
โดยจากการสำรวจทางออนไลน์กับกลุ่มผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1-50 ล้านบาทต่อปี แบบคละประเภทธุรกิจ คละอุตสาหกรรม จำนวน 200 คน ที่ทีเอ็มบีทำร่วมกับบริษัทวิจัยชั้นนำที่ได้รับการยอมรับ ได้แบ่งวงจรชีวิตของ SME ออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ คือ ช่วงเริ่มต้น (Start) ซึ่งเงินทุนและแผนธุรกิจถือเป็นปัจจัยหลักในการตั้งต้น แจ้งเกิดธุรกิจใหม่ ช่วงพัฒนาและช่วงอิ่มตัว (Growth & Mature) หากบริหารกำไรและเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมองหาตลาดใหม่เสมอ ธุรกิจย่อมจะเจริญเติบโตถึงขีดสุด แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่จะทำให้ธุรกิจขยายตัวต่อ ทรงตัว หรือถดถอย ถือเป็นความท้าทายที่ SME จะต้องหันมาใส่ใจรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเลือกเส้นทางที่จะไปต่ออย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ทีเอ็มบี ได้วิเคราะห์และนำเสนอเป็นบทสรุป '7 หลุมพรางของ SME ที่ทำให้ธุรกิจไม่ไปถึงฝั่งฝัน' ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจของ SME ไทยในปัจจุบัน ดังนี้ 1. ใช้เงินทุนโดยไม่วางแผน โดย 84% ของ SME ใช้เงินเก็บส่วนตัวหรือของครอบครัวมาใช้เป็นเงินตั้งต้นธุรกิจ หากธุรกิจผิดพลาด ตนเองและครอบครัวย่อมจะได้รับผลกระทบทันที ที่น่าสนใจคือ SME ราว 27% เลือกใช้เงินทุนตั้งต้นธุรกิจจากการใช้บริการสินเชื่อและการกดเงินสดจากบัตรเครดิต โดยยอมแบกรับกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินความคุ้มค่าระหว่างดอกเบี้ยกับกำไรของธุรกิจ 2. ทำธุรกิจโดยไม่ใช้แผนธุรกิจ การวางแผนธุรกิจเป็นสิ่งที่จะทำให้ SME เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ SME มากถึง 72% ยอมรับว่าถึงจะมีแผนธุรกิจหรือไม่มีก็ตาม ก็ไม่เคยทำตามแผน เนื่องจากหมดเวลาไปกับการแก้ปัญหารายวัน และปัญหาเฉพาะหน้า 3. 'กระเป๋าธุรกิจ' และ 'กระเป๋าส่วนตัว' คือกระเป๋าเดียวกัน พบว่า 67% ของ SME มีพฤติกรรมการใช้ 'เงินธุรกิจ' กับ 'เงินส่วนตัว' ปนกัน อาทิ ให้คู่ค้าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวโดยจำไม่ได้ว่าเงินของส่วนตัวมีอยู่เท่าไร ไม่เคยตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง เมื่อต้องการใช้เงินส่วนตัวหรือครอบครัว มักจะเอาเงินได้จากบริษัทออกมาจ่าย และหยิบเงินสดจากเครื่องเก็บเงินหรือลิ้นชักออกมาจับจ่ายส่วนตัว โดยไม่ได้จดค่าใช้จ่ายไว้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว 4. ยอดขายสูง...แต่อาจไม่กำไร การทราบต้นทุนที่ถูกต้องและครบถ้วน เป็นเครื่องการันตีกำไรของธุรกิจ แต่ 37% ของ SME เคยทำพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการขายของขาดทุน ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิ 14% ลดราคาสินค้าโดยไม่ได้พิจารณาถึงต้นทุน 14% ลืมใส่เงินเดือนตัวเองลงไปในต้นทุนสินค้า และ 9% คิดเพียงว่าแค่ขายสินค้าให้มากกว่าราคาวัตถุดิบ ก็เท่ากับได้กำไร
5. ทุ่มเวลากับการผลิต จนไม่มีเวลาให้การตลาด การดำเนินธุรกิจของ SME แบ่งเป็น 4 ส่วนงาน คือ 1.) กระบวนการผลิต ได้แก่ การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารสต็อคสินค้า การสรรหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเสริมทัพ การผลิตและการบรรจุ 2.) งานสำนักงาน ได้แก่ การทำบัญชี การเงินและภาษี การวิเคราะห์ยอดรายรับ-รายจ่าย การบริหารพนักงานและสวัสดิการ การทำเอกสารซื้อ-ขาย 3.) การขาย การเฝ้าหน้าร้าน การพบปะลูกค้าและการขายสินค้า และ 4.) การตลาด ได้แก่ การตลาดและการสร้างแบรนด์ ทั้งนี้ พบว่า SME ถึง 87% ไม่มีเวลาให้กับการตลาด ทำให้พลาดในการสร้างจุดเด่นหรือสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง 6. ONE MAN SHOW...NO Stand-in น่าตกใจว่า 70% ของ SME ไทย ไม่สามารถหาบุคคลที่จะมาเป็น 'ตัวตายตัวแทน' ที่จะตัดสินใจทางธุรกิจแทนได้เลย ขณะที่ 49% ยอมรับว่าพบปัญหาธุรกิจสะดุด หากตนเองไม่อยู่ดูแลหรือขายสินค้าเองในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ยอดขายลดลง ออเดอร์หรือฐานลูกค้าหายไปทันที 7. ไม่พร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ จากข้อมูลพบว่ามี SME ถึง 62% ที่ขยันสรรหาสิ่งใหม่ๆ มาเพื่อพัฒนาธุรกิจเสมอ ขณะที่อีก 38% ยังไม่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ เหตุผลส่วนใหญ่คือ 19% เกรงว่าจะมีปัญหาในช่วงเริ่มต้นสิ่งใหม่ 14% ไม่เปิดรับหรือไม่มีเวลาหาข้อมูลสิ่งใหม่ๆ และ 5% มองว่าธุรกิจที่ทำอยู่นั้นดีอยู่แล้ว จึงไม่สนใจที่จะเปลี่ยนแปลงใดๆ

Go To Lead


ก.ล.ต. 'ลงโทษ'ผู้แนะนำการลงทุน-ผู้จัดการสาขา
ก.ล.ต. ได้รับรายงานการตรวจสอบจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นนายหน้า ค้า และจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน (Limited Broker Dealer and Underwriter: LBDU) และตรวจสอบเพิ่มเติมพบการกระทำของผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ที่เป็นพนักงานธนาคารทุจริตต่อลูกค้า โดยเหตุเกิดขึ้นต่างสาขา ดังนี้(1) กรณีนางสาวสุรสา มุ่งถาวร พบว่า ได้ชักชวนให้ลูกค้าซื้อกองทุนและถอนเงินจำนวนสูงจากบัญชีลูกค้าแต่ไม่ทำรายการให้ตามความประสงค์ของลูกค้า กลับโอนเงินไปบัญชีออมทรัพย์ที่เปิดไว้ในชื่อบุคคลอื่น และสั่งพิมพ์รายการซื้อหน่วยลงทุนของลูกค้ารายอื่นลงในสมุดบัญชีกองทุนของลูกค้าในจำนวนเงินเท่ากับที่ถอนจากบัญชีลูกค้า แล้วประทับตราธนาคาร หรือเขียนรายการซื้อกองทุนลงในสมุดบัญชีกองทุน และมอบให้ลูกค้าเป็นหลักฐาน นอกจากนี้ ตรวจพบว่าได้ลักลอบทำรายการขายกองทุนของลูกค้าและหมุนเวียนเงินจากลูกค้ารายอื่นคืนให้แก่ลูกค้าในบัญชีอื่นอีกหลายราย และมีพฤติกรรมอำพราง จากการจัดทำเอกสารการซื้อขายกองทุนและการถอนเงินเป็นเท็จ เพื่อลวงให้ลูกค้าหลายรายเข้าใจว่าได้มีการซื้อขายกองทุนตามความประสงค์แล้ว นางสาวสุรสารับสารภาพต่อธนาคารว่าทุจริตเงินลูกค้า เป็นเงินรวมกว่า 17 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
(2) กรณีนายภัทราวุธ ธัญญเจริญ พบว่า นายภัทราวุธจัดทำเอกสารการขายคืนกองทุนเท็จ ปลอมแปลงสมุดบัญชีเงินฝากโดยใช้ user ID ของพนักงานธนาคารรายอื่นโดยที่เจ้าของไม่ทราบ ออกสมุดบัญชีเงินฝากที่รับเงินค่าขายกองทุนในนามลูกค้าและทำรายการขายคืนกองทุนของลูกค้า จำนวน 9 ล้านบาท และให้พนักงานธนาคารรายอื่นทำรายการถอนเงินค่าขายกองทุนโดยใช้ user ID ของพนักงานธนาคารรายอื่นอนุมัติรายการ แล้วฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าที่เป็นนอมินีของตนเป็นเงินรวม 8.75 ล้านบาท นอกจากนี้ ได้ลักลอบถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้ารวม 6 ราย โดยจัดทำสมุดบัญชีเล่มใหม่และรับสารภาพกับธนาคารว่าทำลายเอกสารหลักฐานการทำรายการดังกล่าวทิ้งแล้ว จึงเป็นการวางแผนการกระทำผิดในลักษณะเป็นกระบวนการและมีความซับซ้อนเพื่อให้ได้ทรัพย์สินของลูกค้าโดยมิชอบ (3) กรณีนางสาวปาริชาติ พุ่มนวม ขณะกระทำผิด ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาที่นายภัทราวุธประจำอยู่ โดยนางสาวปาริชาติลงชื่อกำกับรายงานการถอนเงินสดจำนวน 9 ล้านบาท ของลูกค้านายภัทราวุธที่ลักลอบขายกองทุน โดยไม่ได้ตรวจสอบใบคำขอถอนเงิน ทั้ง ๆ ที่ รายการถอนเงินดังกล่าวไม่มีสลิป อีกทั้งไม่ได้ติดตามที่มาที่ไปของรายการถอนเงินสดดังกล่าว ทำให้นายภัทราวุธทำรายการทุจริตสำเร็จ ซึ่งเป็นการละเลยการตรวจสอบดูแลตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้นิติบุคคลหรือกิจการที่ตนเองมีอำนาจในการจัดการ หรือผู้ปฏิบัติงานซึ่งอยู่ภายใต้การตรวจสอบดูแล
การกระทำของบุคคลทั้ง 3 ราย ข้างต้น เป็นการไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและรอบคอบเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน* ก.ล.ต. จึงสั่งการดังต่อไปนี้(1) เพิกถอนและกำหนดระยะเวลาในการรับพิจารณาคำขอความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนในคราวต่อไปของนางสาวสุรสา มุ่งถาวร เป็นเวลา 10 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561(2) เพิกถอนและกำหนดระยะเวลาในการรับพิจารณาคำขอความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนในคราวต่อไปของนายภัทราวุธ ธัญญเจริญ เป็นเวลา 10 ปี แต่เนื่องจากอายุการให้ความเห็นชอบของนายภัทราวุธสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2560 จึงกำหนดระยะเวลาเป็นเวลา 10 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 (3) ห้ามนางสาวปาริชาติ พุ่มนวม ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารในส่วนของธุรกิจตลาดทุน และสั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ เป็นเวลา 2 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561
ก.ล.ต. ขอเตือนผู้ลงทุนว่า ในกรณีที่ผู้ลงทุนประสงค์จะซื้อขายกองทุนผ่านสาขาธนาคาร ผู้ลงทุนควรเดินทางไปทำรายการด้วยตนเอง และหลีกเลี่ยงการฝากเอกสารสำคัญ ได้แก่ ใบถอนเงิน ใบคำสั่งซื้อหรือขายหน่วยลงทุน และสมุดบัญชีเงินฝากและสมุดบัญชีกองทุนไว้กับพนักงานของธนาคาร นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรตรวจสอบให้มั่นใจว่า ได้รับหลักฐานการซื้อขายที่ออกโดยธนาคารหรือบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) อาทิ สำเนาใบคำสั่งซื้อหรือขายที่พิมพ์รายการซื้อหรือขาย และจำนวนเงินจากระบบงานกองทุนของธนาคารหรือ บลจ. หรือได้รับการยืนยันการทำรายการทาง SMS หรือ email จากธนาคารหรือ บลจ. รวมทั้งควรนำสมุดบัญชีกองทุน (ถ้ามี) ไปปรับปรุงรายการอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดจากการทุจริตได้ ธนาคารได้เลิกจ้างผู้แนะนำการลงทุนและไม่จ่ายค่าชดเชย รวมทั้งดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ชดใช้เงินคืนให้ลูกค้าทุกรายแล้ว จากกรณีข้างต้น ธนาคารอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบงานเพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดจากการพิมพ์รายการซื้อขายกองทุนของลูกค้าซ้ำในสมุดของลูกค้าอีกราย (reprint) ซึ่ง ก.ล.ต. ได้กำชับให้ธนาคารเร่งปรับปรุงระบบงานไม่ให้เกิดความเสี่ยงลักษณะดังกล่าวต่อลูกค้าอีก

Go To Lead


EXIM BANK ปล่อยกู้กิสโคผลิต-ส่งออก
นางวรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า EXIM BANK สนับสนุนทางการเงินในครั้งนี้ โดยสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของ EXIM BANK ที่จะพัฒนา SMEs ที่มีศักยภาพให้ขยายการส่งออกได้มากขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งบริษัทเป็น SMEs ที่สามารถนำงานวิจัยและพัฒนา (R&D) มาต่อยอดไปสู่การผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าส่งออกที่มีเทคโนโลยีนวัตกรรมซึ่งได้รับรางวัลระดับโลก นั่นคือ เทคโนโลยีการผลิตโลหะกึ่งของแข็งโดยการพ่นฟองแก๊สขณะแข็งตัว (Gas Induced Semi-Solid Technology : GISS Technology) ที่ปิดจุดอ่อนของกระบวนการผลิตแบบเดิม ลดการเกิดฟองอากาศและของเสีย ทำให้งานหล่อโลหะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ยืดอายุการใช้งานของแม่พิมพ์ได้ถึง 2 เท่า และลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก
"EXIM BANK มุ่งเน้นการสนับสนุนให้ผู้ส่งออก SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สามารถนำงานวิจัยและพัฒนามาสร้างนวัตกรรมและใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันได้ในตลาดระดับบนอย่างยั่งยืน" นางวรรธนากล่าว

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com