Finance/share
Hot News: แบงก์ 'ดิจิตอล' แข่งดุ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
แบงก์ 'ดิจิตอล' แข่งดุ
สงครามแบงก์ดิจิทัลเดือด KTC 'ดึง'นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเสริม ทำงานสไตล์โมเดอร์นและแตกต่าง 'รุก' 3 ธุรกิจใหม่ ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถยนต์เป็นประกัน ธุรกิจสินเชื่อพิโก ไฟแนนซ์ และธุรกิจสินเชื่อนาโน ไฟแนนซ์ เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ออมสิน 'เน้น'เทคโนโลยี AI, Chatbot, Speech Recognition บริการลูกค้า'ชู' GSB SUSTAINABLE BANKING ขับเคลื่อนผ่านกลไก 3 Banking Traditional Banking, Social Development Banking และ Digital Banking มุ่งเน้นเติบโตอย่างยั่งยืน ดูแลคนไทยและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) หรือเคทีซี เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายและคาดว่าจะได้รับแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่สูงมาก บริษัทจะมุ่งควบคุมคุณภาพหนี้ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมทั้งจะเพิ่มฐานบัตร พอร์ตลูกหนี้ ปริมาณสินเชื่อ ด้วยค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่มากขึ้นเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเป้าหมายที่คาดไว้สำหรับธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อที่มีทะเบียนรถยนต์เป็นประกันภายใต้ใบอนุญาตของสินเชื่อบุคคล ได้แก่ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรโดยรวมไม่ต่ำกว่า 15% พอร์ตลูกหนี้รวมเพิ่มขึ้นประมาณ 10% คุม NPL อย่างรัดกุมแต่อาจจะมีอัตราสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และรักษาระดับกำไรให้ไม่น้อยกว่าเดิม สำหรับการบังคับใช้มาตรฐานบัญชี TFRS9 ในปี 2563 บริษัทมีความพร้อมรับมือไว้แล้ว โดยจะไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานจริงของบริษัท เพียงแต่จะมีการรายงานตัวเลขทางการเงินที่แตกต่างไปจากเดิม
การดำเนิน 3 ธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถยนต์เป็นประกัน ธุรกิจสินเชื่อพิโก ไฟแนนซ์ และธุรกิจสินเชื่อนาโน ไฟแนนซ์ เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ แต่ยังเร็วเกินกว่าที่จะกำหนดเป้าหมายเติบโตในอนาคตที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามเคทีซีตั้งใจพัฒนาธุรกิจดังกล่าวให้เป็นฐานของบริษัทที่เข้มแข็งในอนาคต โดยจะดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังและละเอียดรอบคอบ ในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเป็นส่วนประกอบของกระบวนการทำงานที่ทันสมัยและแตกต่างจากเดิม การทดสอบและการเข้าสู่ตลาดจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรัด โดยเฉพาะท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีความท้าทายสูง บริษัทต้องประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตให้ชัดเจนระหว่างทำการทดสอบทุกครั้ง
ปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากปี 2561 โดยมีพอร์ตลูกหนี้การค้ารวมเท่ากับ 85,834 ล้านบาท เติบโต 9.8% ฐานสมาชิกรวม 3.4 ล้านบัญชี เติบโต 2% แบ่งเป็น ธุรกิจบัตรเครดิต 2,510,914 บัตร ขยายตัว 5.2% พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตรวม 56,653 ล้านบาท ขยายตัว 10.9% อัตราเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสำหรับปี 2562 เท่ากับ 10.6% หนี้ที่ไม่เก่อให้เกิดรายได้ (NPL) รวม ลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 1.06% NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 0.93% ธุรกิจสินเชื่อบุคคลมีจำนวนทั้งสิ้น 888,342 บัญชี ลดลง 6.7% ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม 28,933 ล้านบาท เติบโต 7.9% ขณะที่ NPL ของสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 0.92%
นายระเฑียร กล่าวว่า บริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 22,625 เพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อน โดยมีอัตราเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 7.5% รายได้ดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้น 7.9% รายได้ค่าธรรมเนียม (ไม่รวมค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงิน) เพิ่มขึ้น 4.9% และรายได้อื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากหนี้สูญได้รับคืนคิดเป็น 87.7% ของรายได้อื่น ๆ ขณะที่ค่าใช้จ่ายการบริหารงานเท่ากับ 7,722 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่สูงขึ้น 11.5% ในการเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล และการเพิ่มโปรโมชั่นการตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โดยที่ค่าใช้จ่ายด้านบุคคล ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานอื่นๆ และค่าธรรมเนียมจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 3.2% , 0.5% และ 0.3% ตามลำดับบริษัทมีหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มที่ 12.8% จากการตั้งสำรองและตัดหนี้สูญเพื่อคัดกรองให้พอร์ตลูกหนี้มีคุณภาพ ส่วนค่าใช้จ่ายทางการเงินใกล้เคียงเดิมเนื่องจากบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการเงินได้ดี เป็นผลให้บริษัทมีกำไรเติบโตต่อเนื่อง และการมุ่งเพิ่มฐานลูกค้าให้มากขึ้นจะเป็นการสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนในอนาคต
"สำหรับเคทีซีได้ปรับเปลี่ยนแผนงานระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเตรียมรับมือกับหลายปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่องถึงปี 2563 การกำหนดแผนกลยุทธ์ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายและผลลัพธ์เดียวกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่ทำให้เคทีซีมีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยในปี 2562 สามารถทำกำไรสุทธิได้ 5,524 ล้านบาท และมีอัตราเติบโตของยอดลูกหนี้ธุรกิจบัตรเครดิตสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งมีพอร์ตลูกหนี้รวมและยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่สูงขึ้น และมีการควบคุมคุณภาพพอร์ตลูกหนี้ที่ดีต่อเนื่อง โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย"นายระเฑียร กล่าว
ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าหมายสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 2.9 ล้านล้านบาท หรือ 3.5% และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการให้กู้เพิ่มกว่า 550,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสุทธิกว่า 80,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4-5% เงินฝากเพิ่มสุทธิกว่า 75,000 ล้านบาท หรือเติบโต 3% และเป้าหมายขยายฐานลูกค้าเพิ่มเป็น 41% ของประชากรทั้งประเทศ โดยใช้แนวคิด GSB SUSTAINABLE BANKING เป็นกลไกผลักดันยุทธศาสตร์ 3 ธนาคาร มุ่งสู่การเป็น “ธนาคารเพื่อความยั่งยืน” ประกอบด้วย Traditional Banking ธนาคารฯ จะปรับปรุงความสามารถการแข่งขันของธนาคารในรูปแบบปกติ ด้วยการเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยปรับเปลี่ยนการให้บริการแบบเดิมไปสู่ “Delivery Banking” ผ่านบริการ .”QUEUE Application” ซึ่งจะออกไปให้บริการตามที่ลูกค้าทำนัดหมายผ่าน app ซึ่งสามารถเลือกบริการได้ไม่ว่าจะเป็นรถยตน์บริการเคลื่อนที่ เรือออมสิน หรือให้พนักงานออกไปให้บริการยังจุดที่ลูกค้าสะดวก ด้วยเครื่องมือให้บริการในชื่อ SUMO โดยสามารถให้บริการได้ตั้งแต่การรับฝากเงิน เปิดบัญชีเงินฝาก ฝากสลากออมสิน ฝากเงินกองทุนต่างๆ เปิดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ รับชำระสินเชื่อ เป็นต้น ซึ่งปีนี้จะมีจำนวนถึง 3,700 เครื่องออกไปให้บริการ
ได้เตรียมพัฒนาศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (GSB Contact Center) เพื่อยกระดับการให้บริการและตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า โดยเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมทุกความคิดเห็น ข้อร้องเรียน และเสนอแนะของลูกค้าจากทุกรูปแบบช่องทางการสื่อสาร (Omni-Channel) และเป็นศูนย์กลางในการให้บริการข้อมูล ข่าวสาร ผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารฯ ผ่านทุกช่องทางสำคัญ และได้นำเทคโนโลยี AI, Chatbot, Speech Recognition มาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ธนาคารฯ ยังมีความพร้อมที่จะเป็นองค์กรหลักที่ให้บริการในรูปแบบ ATM White Label กับสถาบันการเงินอื่น ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งธนาคารได้เตรียมติดตั้ง ATM ใหม่กว่า 5,000 เครื่อง ทั้งทดแทนเครื่องเดิมและเพิ่มเติมในจุดที่มีศักยภาพครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ
Digital Banking ที่จะพัฒนาให้เป็น Ecosystem ตอบสนองได้ทุกช่วงชีวิตของลูกค้า ในปี 2563 ธนาคารฯ มีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการและช่องทางต่างๆ ให้มีบริการที่รวดเร็วและทันสมัยมากยิ่งขึ้นในโลกยุคดิจิทัล พร้อมทั้งสร้างความสะดวกสบายบน Digital Platform ใหม่ๆ ตอบสนองทุกช่วงชีวิตของลูกค้า ผ่านการพัฒนา New Feature ของ Mobile Application : Mymo ได้แก่ บริการซื้อประกันภัยรถยนต์/ที่พักอาศัย/ประกันชีวิต ผ่าน i-Insurance บริการบัญชีเพื่อการออม ด้วย I-Saving บริการซื้อขายหลักทรัพย์กับ i-Investment และบริการการค้ำประกันสินเชื่อด้วย Digital สลาก ด้วย i-Loan เป็นต้น โดยปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ MyMo จาก 8 ล้านรายในปี 2562 เป็น 13 ล้านราย และเป็น 18 ล้านรายในปี 2564
“ด้วยกลไก 3 Banking ซึ่งเป็น 3 พลังขับเคลื่อนที่จะนำธนาคารออมสินมุ่งไปสู่ GSB SUSTAINABLE BANKING ธนาคารฯ พร้อมด้วยบุคลากร และหน่วยงานพันธมิตร จะทำหน้าที่เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนให้เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นในทุกๆ พื้นที่ จะให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าธนาคารออมสินจะดูแลทุกคน ดูแลชุมชน มีดิจิทัลแบงก์ มีสาขาจะปรับปรุงรูปแบบสาขาให้เหมาะสมกับศักยภาพในพื้นที่ โดยจะเน้นบริการ การขยายช่องทาง Digital ขณะเดียวกันยังจะมีการพัฒนา Feature ใหม่ๆ ผ่านช่องทางบริการ Mobile Banking ที่จะเป็นอีกช่องทางสำคัญในปี 2563 นี้ด้วย ซึ่งจะทำให้สัญลักษณ์ธนาคารออมสินประทับใจ อยู่ในความคิดของประชาชนทุกคนเมื่อนึกถึงการให้บริการทางการเงิน” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าว

Go To Lead


เพิ่มทุนธ.ก.ส. หนุนเอกชนลงทุน
นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอแผนการเพิ่มทุนให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการสนับสนุนให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ทั้งภาคการเกษตรและท่องเที่ยวเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการพัฒนาฐานรากทั้งระบบอย่างเป็นองค์รวม การเพิ่มทุนดังกล่าวจะไม่ใช้เม็ดเงินงบประมาณ แต่จะใช้เงินจากกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIF) เข้ามาดำเนินการ ส่วนจะเพิ่มทุนจำนวนเท่าใดนั้น จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งก่อน รัฐบาลดูแล้วฐานรากมีศักยภาพ บางรายอาจจะอยากทำเกษตรควบคู่กับอาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร รัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนด้านเงินทุนให้ เพื่อให้ฐานรากมีช่องทางในการหารายได้เอง โดยเชื่อมโยงกันทั้งการเกษตร ท่องเที่ยว และสินค้าชุมชนต่าง ๆ ภายในไตรมาสที่ 1 ปีนี้กระทรวงการคลังจะเสนอแพคเกจส่งเสริมการลงทุน เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่งควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าหมายจะมีเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้นมากในปีนี้แน่นอน ปีนี้รัฐบาลส่งเสริมให้เป็นปีแห่งการลงทุน กระทรวงการคลังก็จะผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ขอให้ผ่านครม.ก่อนถึงจะชี้แจงได้ ส่วนการกระตุ้นการบริโภคในประเทศเพิ่มเติมผ่านชิมช้อปใช้เฟส 4 นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปใด ๆ เพราะมองว่า 3 เฟสที่ผ่านมาก็สามารถกระตุ้นการบริโภคได้ดี เห็นได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในช่วงที่ผ่านมาดีขึ้น ฉะนั้นจะออกมาตรการอะไรตอนนี้ ต้องดูความเหมาะสมก่อน” นายอุตตม กล่าว
สำหรับกรณีสหรัฐฯ และจีนลงนามข้อตกลงการค้าในรอบแรกนั้น เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าของโลกให้มีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยให้ดีขึ้นตามไปด้วย เพราะการดำเนินการของทั้ง 2 ประเทศ ทำให้ความตึงเครียดต่าง ๆ ลดลง ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่า และทำให้ไทยไม่ได้รับอานิสงค์ดีจากบรรยากาศการค้าที่ดีขึ้นนั้น เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลได้อย่างเหมาะสม
อนึ่ง ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส.เห็นชอบกรอบการเพิ่มทุนให้กับธนาคาร วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2563-2567 โดยปีแรกจะเพิ่มทุนก่อน 6 พันล้านบาท และจากนั้นจะทยอยเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่องอีกเฉลี่ยปีละ 3-4 พันล้านบาท จนครบเป้าหมาย เพื่อให้ธนาคารมีทุนเพียงพอรองรับภารกิจการแก้ปัญหาความยากจน และช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนการปล่อยสินเชื่อให้กับวิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอีเกษตรที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต การเพิ่มทุนครั้งนี้ จะทำให้ ธ.ก.ส. มีทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นจาก 6 หมื่นล้านบาท เป็น 8 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้งหมด ซึ่ง ช่วยให้ธนาคารมีทุนเพียงพอ รองรับการขยายภารกิจการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในอนาคต

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com