|
|
SME Insight 2026 พบ 5 จุดล็อกฉุดรั้งเติบโต
ทีทีบีเปิดเผยผลการสำรวจ SME Insight 2026 สะท้อนภาพผู้ประกอบการไทยในปีแห่งความท้าทายว่า ถึงแม้ SME ส่วนใหญ่จะเร่งปรับตัวในหลายด้าน ทั้งด้านดิจิทัล การวางแผนธุรกิจ และประยุกต์ใช้ AI แต่ยังไม่สามารถ ปลดล็อกไปสู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ธนาคารจึงเดินหน้าสู่การเป็น Growth Navigator 'หนุน'ผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน เครื่องมือ และองค์ความรู้
นายพีรพงศ์ นิธิไกรวุฒิ ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจ ทีทีบี เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับ SME ไทย ผู้ประกอบการไม่ได้คิดเพียงเรื่องการเติบโต แต่ต้องเดินหน้าธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ของแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน คือ ระดับความพร้อมภายใน ของธุรกิจเอง ผลการสำรวจพบว่า 87% ของ SME ไทย ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการบริหาร และ 59% เริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้แล้ว ในขณะเดียวกัน มากกว่า 58% ของธุรกิจยังมีรายได้ทรงตัว หรือปรับลดลง ขณะที่กลุ่มที่เติบโตได้ ส่วนใหญ่ขยายตัวเพียง 5-10% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากขาดความพร้อมในการจัดการความเสี่ยงและทิศทางธุรกิจที่ชัดเจน
โดยผลการสำรวจชี้ให้เห็น 5 ข้อจำกัดหลักที่เป็น จุดล็อก ฉุดรั้งการเติบโตของ SME ไทย ได้แก่ 1. คิดเพื่ออยู่รอด...แต่ไม่คิดเพื่อชนะในเกม ผู้ประกอบการที่มุ่งแก้ปัญหาระยะสั้น ขาดแผนระยะยาว ไม่กล้าปรับเปลี่ยนและลงทุนเพื่อการเติบโต ทำให้ไม่สามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ 2. ใช้ดิจิทัล...แต่ไม่พลิกเกมธุรกิจ แม้ผู้ประกอบการจะเริ่มใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับพื้นฐาน และยังไม่สามารถต่อยอดสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. รู้กำไรขาดทุน...แต่ไม่บริหารความเสี่ยง แม้ SME จำนวนมากใช้ระบบบัญชีมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้บริหารต้นทุน กำไร กระแสเงินสด และความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. โตที่ขนาด...แต่ไม่โตที่ประสิทธิภาพ หลายธุรกิจสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น แต่กระบวนการทำงานและโครงสร้างองค์กรยังไม่พร้อมรองรับการขยายตัว 5. อยากไปต่อ...แต่ไม่มีแผนที่นำทาง แม้ SME จะมีความตั้งใจขยายธุรกิจและไม่หยุดพัฒนา แต่ยังขาดทิศทาง เครื่องมือ และคำแนะนำที่ช่วยสร้างโอกาสให้การเติบโตเกิดขึ้นได้จริง
ขณะที่ผู้ประกอบการที่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเด่น มักเป็นกลุ่มที่มีทั้งแนวคิดการเติบโต (Growth Mindset) ใช้ดิจิทัลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
นางกนกพร จูฑา ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีทีบี กล่าวเสริมว่า โจทย์ของ SME วันนี้ไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่คือการเติบโตอย่างมีทิศทาง ทีทีบีจึงยกระดับสู่บทบาท Growth Navigator เพื่อเป็นคู่คิดที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมีกลยุทธ์แม้ในสภาวะที่ท้าทาย ทั้งนี้การก้าวไปสู่การเติบโตอย่างแท้จริงจำเป็นต้อง ปลดล็อก ข้อจำกัดในแต่ละมิติ ผ่านการสนับสนุนอย่างบูรณาการทั้งด้านเงินทุน เครื่องมือ และองค์ความรู้
ทีทีบีจึงออกแบบการสนับสนุนที่ยึดโยงจาก ข้อมูลเชิงลึกและจุดล็อกจริงของ SME โดยเชื่อมโยงการสนับสนุนอย่างครบวงจรในบทบาท Growth Navigator ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. Financial Solutions สนับสนุนเงินทุนและโซลูชันทางด้านการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องและรองรับการเติบโตของธุรกิจทั้งซัพพลายเชน 2. Digital Tools & Platform ยกระดับเครื่องมือดิจิทัลที่หลากหลายเหมาะกับทุกจังหวะในการบริหารธุรกิจ ครอบคลุมการขาย การรับ การใช้ การจ่าย การบริหารบุคลากร และการบริหารภาพรวมทางการเงินของธุรกิจ
3. Knowledge & Advisory เสริมองค์ความรู้และทักษะผ่านโครงการอย่าง SME Growth Navigator พร้อมทีมเจ้าหน้าที่บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าธุรกิจ (RM) ที่ทำหน้าที่คู่คิด ในการวางกลยุทธ์และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ทีทีบีเชื่อว่า ความยั่งยืนของ SME ไทย ไม่ใช่เรื่องแหล่งเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือ ความพร้อมในทุกมิติที่จะเปลี่ยนแปลง และธนาคารพร้อมเดินหน้าเป็น Growth Navigator เพื่อช่วยให้ SME ไทยเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส และก้าวสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว #ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต #เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น #ttb #MakeREALChange
Go To Lead
|
ธ.ก.ส. ชวนชมรายการหอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร บุกปราจีนบุรี กับภารกิจตามรอย "มะม่วงนํ้าดอกไม้สีทอง" ของดีระดับโลก
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เชิญสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยววิถีเกษตรกับรายการ "หอมแผ่นดิน season กลิ่นไอเกษตร" ตอนที่ 4 พาบุกจังหวัดปราจีนบุรี ไปกับสองหนุ่มสายลุยอย่าง "เต้ย - พงศกร เมตตาริกานนท์" และ น้ำ - รพีภัทร เอกพันธ์กุล แขกรับเชิญสุดพิเศษที่จะพาทุกคนไปเยี่ยมชมศิลปะวัฒนธรรมอันสวยงามกับ "วัดรัตนเนตตาราม" หรือวัดล้านหอย สถาปัตยกรรมสุดวิจิตรที่ประดับด้วยเปลือกหอยนับล้านตัวราวกับเมืองใต้บาดาลอันศักดิ์สิทธิ์ และพาไปลิ้มรสความอร่อยระดับตำนานที่ "ร้านขนมเขียวแม่ปุก" ขนมพื้นบ้านแป้งนุ่มละมุนหอมกลิ่นใบเตยที่นึ่งสดใหม่แบบคำต่อคำ จากนั้น พบกับภารกิจตามรอยมะม่วงน้ำดอกไม้ สีทอง ของดีจังหวัดปราจีนบุรี ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง จุดกำเนิดนวัตกรรม ที่เปลี่ยนผลไม้อย่าง "มะม่วงนํ้าดอกไม้สีทอง" ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมส่งออกจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเจาะลึกกระบวนการแปรรูปเป็น "มะม่วงกวน" เนื้อสีทองที่รักษาความหวานอมเปรี้ยวธรรมชาติไว้ครบถ้วน 100% โดย ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนในด้านเงินทุนและเทคโนโลยีในการบริการจัดการสวนมะม่วง เพื่อพลิกฟื้นอดีตหมู่บ้านร้างให้กลายเป็นแผ่นดินทองคำที่สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน การเดินทางครั้งนี้ จะพิสูจน์ให้เห็นว่า พลังแห่งความร่วมมือในชุมชนจะสามารถยกระดับเกษตรกรไทยสู่สากลได้อย่างไร และปิดท้ายด้วยความตื่นเต้นกับมรดกโลก ณ จุดชมกระทิงเขาแผงม้า เพื่อชมฝูงกระทิงป่าที่ออกมาอวดโฉมท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ ของผืนป่าที่ยังคงความสมดุลไว้อย่างน่าอัศจรรย์
ติดตามความสนุกและแรงบันดาลใจทั้งหมดนี้ในสไตล์ ธ.ก.ส. The Way We Are ถ้าคุณได้สัมผัส คุณจะรัก ธ.ก.ส. ได้ในรายการ หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ เวลา 20.00 น. ทางช่อง 9 MCOT HD และรับชมผ่านไลฟ์บน Facebook Page: 9 MCOT หรือรับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube: BAAC Thailand
ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์สินค้าจากลูกค้า ธ.ก.ส. ได้คัดเลือกและรวบรวมผลิตภัณฑ์จากลูกค้า ธ.ก.ส. ทั่วประเทศมาไว้ในแพลตฟอร์ม BAAC Matching เพื่อสนับสนุนช่องทางการตลาดออนไลน์ให้กับเกษตรกรลูกค้า และอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อมาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว โดยผู้บริโภคสามารถเลือกชมและสั่งซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพได้โดยตรงจากร้านค้าผู้ประกอบการลูกค้า ธ.ก.ส. ได้ทุกที่ ทุกเวลา คลิกเลย
Go To Lead
|
orbix รุกตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เพิ่ม 19 เหรียญใหม่ พร้อมเปิดตัว ฟีเจอร์เทรดด่วนและ VIP Tier ตอบโจทย์นักลงทุนทุกระดับ
นางสาวอัศวิณี ศรีสมบูรณานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์บิกซ์ เทรด จำกัด (orbix) เปิดเผยว่า orbix มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้งานง่าย ควบคู่กับมาตรฐานด้านความน่าเชื่อถือในระดับสถาบันการเงิน เพื่อยกระดับทางเลือกการลงทุนภายใต้แนวคิด Easy & Trustworthy โดยเดินหน้าเพิ่มสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ 19 รายการ พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์เทรดด่วน (Easy Trade) และโครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันได VIP Tier สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดความซับซ้อนของการลงทุนและยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ตอบโจทย์นักลงทุนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน
สำหรับการประกาศเพิ่มสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่รวม19 รายการ ซึ่งผ่านกระบวนการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ Listing Rules ที่เข้มงวดของบริษัท เน้นไปที่สินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง สภาพคล่องสูง และได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนในทุกมิติ โดยแบ่งเป็นกลุ่มกลยุทธ์สำคัญดังนี้
กลุ่ม Stablecoin & Asset-Backed Tokens: มุ่งเน้นการรักษามูลค่าและความปลอดภัย ได้แก่ XAUt
กลุ่ม DeFi & Financial Infrastructure: ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล ได้แก่ AAVE, CRV, QNT, NEXO, COMP และ PYTH
กลุ่ม Layer 2 & Scaling Solutions: สนับสนุนเทคโนโลยีการขยายตัวของระบบนิเวศบล็อกเชน ได้แก่ IMX, ARB, OP และ STRK
กลุ่ม DEX & Ecosystem Tokens: เพิ่มโอกาสการเข้าถึงโทเคนประจำเครือข่าย ได้แก่ JUP, AERO และ RAY
กลุ่ม Web3 & Utility Tokens: ขยายขอบเขตการใช้งานในโลกอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ ได้แก่ LIT, ZRO, TWT และ XPL
สินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ทั้ง 19 รายการ เปิดให้เริ่มซื้อขายตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป อีกทั้งยังเตรียมเปิดใช้งานฟีเจอร์ เทรดด่วน (Easy Trade) ภายในเดือน มิถุนายน 2569 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยผู้ใช้งานสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ภายใน 3 คลิก ผ่านหน้าจอที่ใช้งานง่ายและรองรับการซื้อขายแบบ Market Order เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงจังหวะการลงทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพและมอบความคุ้มค่าให้แก่นักลงทุนในทุกระดับ ยังได้เปิดตัวโครงสร้างค่าธรรมเนียมการซื้อขายแบบขั้นบันได (VIP Tiered Fee Structure) ที่คำนวณสิทธิประโยชน์ตามปริมาณการซื้อขายสะสมราย 30 วัน (30-Day Volume) โดยแบ่งระดับสมาชิกออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
ระดับ Select ปริมาณการซื้อขายน้อยกว่า 2 ล้านบาท: อัตราค่าธรรมเนียม 0.25%
ระดับ Gold ปริมาณการซื้อขายตั้งแต่ 2 น้อยกว่า 5 ล้านบาท: อัตราค่าธรรมเนียมพิเศษ 0.22%
ระดับ Platinum ปริมาณการซื้อขายตั้งแต่ 5 น้อยกว่า 10 ล้านบาท: อัตราค่าธรรมเนียมพิเศษ 0.20%
ระดับ Infinity ปริมาณการซื้อขายตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป: อัตราค่าธรรมเนียมพิเศษสูงสุดที่ 0.18%
โครงสร้างดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนการทำธุรกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุน โดยลูกค้าสามารถเริ่มสะสมปริมาณการซื้อขายเพื่อจัดระดับสมาชิกได้ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 และจะเริ่มรับสิทธิประโยชน์จากอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ลูกค้าใหม่จะได้รับสิทธิพิเศษ เพียงมียอดซื้อขายสะสมครบ 1,000 บาท รับทันที Cashback มูลค่า 500 บาท* ขณะเดียวกัน ลูกค้าปัจจุบันยังสามารถรับสิทธิ์โปรโมชันค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 0% (Zero Fee) สำหรับคู่เหรียญและระยะเวลาตามที่บริษัทกำหนด*
ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.orbixtrade.com/blog
Go To Lead
|
ออมสิน ออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนครั้งแรก ยอดจองเฉียด 7 หมื่นล้าน
มูลค่าสูงสุดสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ระดมทุน 20,000 ล้าน
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินประสบความสำเร็จในการออกและเสนอขาย หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนของธนาคารออมสิน ครั้งที่ 1/2569 วงเงิน 20,000 ล้านบาท ปรากฏว่ามีคนสนใจเกินคาด มีการจองซื้อเข้ามามากเฉียด 70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามธนาคารได้ปิดการเสนอขายและออกหุ้นกู้แล้วเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ตามวงเงินโครงการ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน และสามารถสร้างสถิติมูลค่าเสนอขายสูงสุดในองค์กรรัฐวิสาหกิจและกลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่ ที่มีนโยบายในความรับผิดชอบต่อสังคม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพและบทบาทของธนาคารออมสินในการเป็นสถาบันการเงินที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ธนาคารจะนำไปใช้จัดหาเงินทุนและรีไฟแนนซ์โครงการที่เข้าเกณฑ์ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Framework) เพื่อรองรับการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสังคมและสินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อม สอดคล้องตามจุดยืนการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลคนไทยทุกชีวิต มุ่งดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงหลัก ESG เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้เกิดขึ้นทั้งต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนของธนาคารออมสิน ครั้งที่ 1/2569 วงเงิน 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นกู้อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.40% ต่อปี และหุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.59% ต่อปี เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ AAA แนวโน้ม คงที่ นอกจากนี้ ความสำเร็จดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) ในการให้คำปรึกษาพร้อมร่วมจัดทำ Sustainable Finance Framework และ DNV (Thailand) Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการอิสระ (Second Party Opinion: SPO) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำหน้าที่ประเมินและให้ความเห็นอย่างเป็นกลางเกี่ยวกับกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างองค์กรด้านการเงินเพื่อการพัฒนาและภาคสถาบันการเงิน ในการร่วมกันผลักดันแนวทางการเงินเพื่อความยั่งยืน และช่วยตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการดำเนินงานของธนาคารออมสินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
Go To Lead
|
BAM ก้าวสู่เวทีโลก เข้าร่วมสมาชิกสมาคม AMC ระหว่างประเทศ IPAF
พร้อมร่วมงานประชุมระดับโลก 10th IPAF Summitสาธารณรัฐคาซัคสถาน
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า BAM ยังคงมุ่งเน้นบทบาทการเป็นผู้นำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ของประเทศ และขยายความร่วมมือสู่ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด BAM เข้าร่วมเป็นสมาชิก The International Public AMC Forum (IPAF) หรือสมาคมบริษัทบริหารสินทรัพย์ภาครัฐระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเครือข่ายความร่วมมือสำคัญขององค์กรด้านการบริหารสินทรัพย์และการคุ้มครองเงินฝากในภูมิภาคเอเชีย การเข้าเป็นสมาชิก IPAF ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ BAM ในการขยายบทบาทสู่ระดับภูมิภาคและระดับสากล
โดย BAM ในฐานะผู้นำในธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของประเทศไทย มุ่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และการเป็นผู้นำธุรกิจ AMC ในระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการเข้าร่วมเป็นสมาชิก IPAF ไม่เพียงแต่ช่วยขยายเครือข่ายพันธมิตรของ BAM ในระดับสากล แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาหนี้เสียของประเทศ และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว
IPAF เป็นสมาคมระหว่างประเทศที่รวบรวมบริษัทบริหารสินทรัพย์ภาครัฐ (AMCs) และสถาบันประกันเงินฝากชั้นนำ โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เป็นผู้สนับสนุนหลักภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างโครงข่ายความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ (Economic Safety Nets) ของประเทศในเอเชียให้แข็งแกร่ง ทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้ผู้นำระดับประเทศได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวทางปฏิบัติ และนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่ดีที่สุด เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างยั่งยืนโดยปัจจุบัน IPAF มีสมาชิกเป็นองค์กรชั้นนำรวม 19 แห่ง จากประเทศต่างๆ เช่น บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) และสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) จากประเทศไทย, Korea Asset Management Corporation (KAMCO) จากสาธารณรัฐเกาหลี และ China Cinda Asset Management (Cinda) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน
อย่างไรก็ตาม การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลกในครั้งนี้ สะท้อนถึงความพร้อมของ BAM ในการแบ่งปันประสบการณ์ ความสำเร็จตลอดระยะเวลากว่า 27 ปี ในฐานะองค์กรหลักในการพลิกฟื้นสินทรัพย์ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้ง BAM ยังเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมงานประชุมใหญ่ระดับภูมิภาค "10th IPAF Summit" ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ณ สาธารณรัฐคาซัคสถาน เพื่อร่วมหารือกับผู้นำทางเศรษฐกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสินทรัพย์จากนานาประเทศ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของ BAM ในการขยายเครือข่ายพันธมิตรข้ามพรมแดนมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการจัดการหนี้เสียในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
ในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น บทบาทขององค์กรบริหารสินทรัพย์จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการช่วยรักษาสมดุลของระบบการเงินและสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ขยายพันธมิตรทางธุรกิจ และนำองค์ความรู้ระดับโลกมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ BAM ในการเป็นองค์กรบริหารสินทรัพย์ชั้นนำของภูมิภาค ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศในระยะยาว ดร.รักษ์ กล่าว
Go To Lead
|
|
กรุงศรี 'ชี้'เงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขาย 32.50-33.10 หลังจ้างงานสหรัฐฯแกร่ง
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-33.10 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.61 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.52-32.74 บาท/ดอลลาร์ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวผันผวนหลังมีรายงานเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ตลาดไม่แน่ใจว่าการปะทะกันจะยุติลงได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่คาดว่าอิหร่านอาจนำไปเชื่อมโยงกับการเจรจาหยุดยิงของตนกับสหรัฐฯ ขณะที่ปธน.ทรัมป์โพสต์ว่าการเจรจากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ทางด้านเงินเยนอ่อนค่าทดสอบระดับ 160 ต่อดอลลาร์อีกครั้ง โดยมีสัญญาณว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กำลังพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดได้สะท้อนการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งในปีนี้ไปแล้ว ในภาพรวมนักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อการสื่อสารของทางการญี่ปุ่นเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยนต่อไป ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทย 5,767 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตร 4,559 ล้านบาท
ภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า ขณะที่ตำแหน่งการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ค.ของสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเกินคาด อีกทั้งมีการปรับทบทวนตัวเลขเดือนก่อนหน้าสูงขึ้นเช่นกัน หนุนมุมมองของนักลงทุนที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีพื้นที่มากขึ้นในการคงดอกเบี้ยไว้ในอนาคตอันใกล้ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดการเงินอาจดูเหมือนจะเริ่มชินกับข่าวที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านว่าใกล้จะเกิดขึ้นหรือกำลังล่มลง แม้ความหวังต่อการเจรจายังคงช่วยพยุงตลาดการเงินไม่ให้ผันผวนมากนัก แต่ในขณะเดียวกันหากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดอลลาร์จะเดินหน้าแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดจะติดตามสัญญาณชี้นำนโยบายจากธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี)ซึ่งคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 11 มิถุนายน
สำหรับปัจจัยในประเทศ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 2.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลงจาก 2.89% ในเดือนเมษายน ตามราคาน้ำมัน ผักสด และเนื้อสัตว์ ทางด้านกระทรวงพาณิชย์คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจแตะระดับ 3% ในเดือนมิถุนายน และยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1.5-2.5% ซึ่งอยู่ภายในกรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ 1-3%
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|