Finance/Stock
Hot News: ธนาคารกรุงเทพ-คาลเท็กซ์ 'ชู'บริการใหม่
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
BACK TO SCHOOL 2018
ธุรกิจบัตรเครดิต โรงรับจำนำ เงินนอกระบบ แข่งดุรับเปิดเทอม KTC นำทัพ ลอนช์แคมเปญ “เปิดเทอมนี้ผ่อนหนักเป็นเบา เคทีซี พราว” กรุงศรีเครดิตการ์ด จับมือพันธมิตร Big C. โปรโมชั่น แบรนด์นันยาง และบาจา โปรแรง ดึงใจลูกค้า
นางสาวพิชามน จิตรเป็นธรรม ผู้อำนวยการ – ธุรกิจสินเชื่อบุคคล “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมการทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลในปัจจุบันมีความท้าทายมากขึ้น จากหลายปัจจัยทั้งสภาพเศรษฐกิจ และกฎเกณฑ์การกำกับดูแลซึ่งประกาศใช้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้เริ่มส่งผลกระทบกับบางธุรกิจ แต่สำหรับการทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลของเคทีซียังส่งสัญญาณเป็นบวก โดยไตรมาสแรกของปี 2561 ที่ผ่านมา เคทีซีมียอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเท่ากับ 24,469 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีฐานสมาชิกสินเชื่อบุคคลเท่ากับ 857,613 บัญชี ซึ่งถือได้ว่าเป็นพอร์ตลูกหนี้ที่มีคุณภาพเนื่องจากมีอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อบุคคลเพียง 0.82% และสำหรับ 2 เดือนแรกของปีนี้มีส่วนแบ่งการตลาดยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ประมาณ 6.9% ของอุตสาหกรรม
การทำตลาดธุรกิจสินเชื่อบุคคลของเคทีซีในปีนี้ยังคงเน้น 2 แกนหลักเป็นสำคัญ คือ การขยายฐานสมาชิกใหม่ และการรักษาฐานสมาชิกเดิมที่มีอยู่ โดยไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 นี้ ได้คัดสรรแคมเปญการตลาดเพื่อมุ่งรักษาและผูกสัมพันธ์กับฐานสมาชิกปัจจุบันกว่า 8 แสนราย ให้เกิดประสบการณ์ที่ดีแบบจับต้องได้ และก่อให้เกิดความผูกพันกับแบรนด์อย่างยั่งยืน โดยเจาะลึกลงไปในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้สมาชิกในหลายรูปแบบรวม 3 แคมเปญ เพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ประกอบด้วย 1. แคมเปญ “เปิดเทอมนี้ผ่อนหนักเป็นเบากับเคทีซี พราว” รับเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีสูงถึง 70% ของยอดดอกเบี้ยที่ใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2561 2. แคมเปญ “เพิ่มวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉิน เมื่อมีเหตุจำเป็นต่อการดำรงชีพ” รู้ผลอนุมัติเร็วภายใน 1 วันทำการ ด้วยวงเงินอนุมัติเพิ่มสูงสุด 5 เท่าของรายได้ และผ่อนชำระสบายๆ ขั้นต่ำเพียง 3% โดยเริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 3. แคมเปญ “เคลียร์หนี้เกลี้ยง ซีซั่น 8” เน้นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับสมาชิก โดยเคทีซีจะมอบเป็นรางวัลเคลียร์หนี้สินเชื่อเคทีซี พราว รวมทั้งสิ้น 135 รางวัล มูลค่า 1,620,000 บาท สิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2561
"การขยายฐานสมาชิกใหม่ จะใช้ช่องทางดิจิทัลเป็นสื่อในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่มีอิสระในการค้นหาข้อมูลด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง จึงใช้กลยุทธ์ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งที่มีในขณะนี้ สร้างโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายค้นพบบนเซิร์ช เอ็นจิ้น (Search Engine) รวมถึงจับมือกับบล็อกเกอร์และพันธมิตรสื่อออนไลน์บนแพลทฟอร์มเว็บไซต์ที่แนะนำและเปรียบเทียบข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ รวมถึงช่องทางโซเชียล มีเดีย เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตัวจริงและเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคในการค้นหาข้อมูล ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่สมัครผ่านช่องทางอื่นๆ ทางออฟไลน์ก็มีแคมเปญเช่นกัน โดยผู้ที่สมัครสินเชื่อพร้อมใช้ “เคทีซี พราว” ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2561 จะได้รับสิทธิ์ส่วนลดดอกเบี้ยฯ 50% สำหรับ 2 รอบบัญชีแรก เมื่อเบิกถอนเงินสดในรอบบัญชีนั้นๆ และลงทะเบียนโดยพิมพ์ HR เว้นวรรค และตามด้วยหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก มาที่หมายเลข 061 384 5000 หรือลงทะเบียนออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.ktc.co.th/halfproud ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2561” ผู้อำนวยการ กล่าว
กรุงศรีเครดิตการ์ด จับมือพันธมิตร Big C. โปรโมชั่น รับเปิดเทอม BACK TO SCHOOL 2018 เมื่อซื้อเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์การเรียน ผ่อน 0 % นาน 6 เดือน เอาใจพ่อแม่ ผู้ปกครองนักเรียน นักศึกษาช่วงเปิดเทอมปีนี้ Central Online Back to School 2018 ให้ส่วนลดสูงสุด 30% โปรโมชั่นพิเศษ เมื่อเลือกสินค้า บนเว็บไซต์ central.co.th มอบส่วนลดสุดพิเศษ กับสินค้า เพื่อนักเรียนนักศึกษาในราคาลดสุดพิเศษ เช่น กระเป๋าลาก กระเป๋าเป้ กางเกงชั้นใน เสื้อบังทรงเด็กหญิง เสื้อกล้ามตัวสั้นเด็กหญิง กางเกงชั้นในเด็กหญิง เสื้อสายเดี่ยวเด็กหญิง เครื่องเขียนต่างๆ ชุดสีเมจิก สีน้ำ สีน้ำระบายด้วยนิ้ว ของเล่นต่างๆ และอื่นๆ ราคาลดสุดพิเศษ
นายชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล รองกรรมการผู้จัดการบริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า เมืองรองต่างจังหวัดมีศักยภาพสูงมากในการทำตลาด หลังจากได้ไปทำวิจัยทางการตลาด พบว่า คนกลุ่มใหญ่ที่อยู่ตามเมืองรองเหล่านี้ใส่รองเท้านันยางสีน้ำตาลมากที่สุด แต่แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะมีรายได้ไม่สูงมากนัก แต่มีจำนวนมาก และเป็นคนกลุ่มใหญ่ แผนธุรกิจของนันยางในปี 2018 ต้องการกระตุ้นตลาดต่างจังหวัดด้วยการทำตลาดรองเท้าสีน้ำตาลให้เป็นพระเอก โดยทุ่มงบการตลาดไปถึง 70 ล้านบาทเพื่อรุกตลาดตามหัวเมืองต่างๆ โดยได้หวังยอดการเติบโตอีกประมาณ 5-7%
กลุ่มเป้าหมายของรองเท้าสีน้ำตาลคือ นักเรียนต่างจังหวัด นันยางยังเชื่อว่าตลาดนี้แข็งแกร่งและเติบโตได้เรื่อยๆ รองเท้าสีน้ำตาลมักจะโดนกด โดนดูถูกมาโดยตลอด ดังนั้น นันยางจึงขอเริ่มต้นทลายกำแพงความคิดต่อรองเท้าสีน้ำตาล ด้วยการทำโฆษณารองเท้าสีน้ำตาลขึ้นมาเป็นครั้งแรก ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายรองเท้านันยางแบ่งตามสียอดขายรองเท้าสีขาว สัดส่วน 40% ยอดขายรองเท้าสีดำ สัดส่วน 35% ยอดขายรองเท้าสีน้ำตาล สัดส่วน 25% แต่หลังจากที่ทำการทุ่มทำตลาดในครั้งนี้ตั้งเป้าว่า รองเท้าสีน้ำตาลจะพุ่งขึ้นเป็นสัดส่วน 30% ของบริษัท ช่องทางการขายของนันยาง เน้นช่องทางการขายไปที่ร้านค้าทั่วไปเป็นหลักถึง 70% เพราะมีร้านค้าลักษณะนี้ทั่วประเทศถึง 4,000 แห่ง
ส่วน Modern Trade มีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 25% ที่เหลือเป็นช่องทางออนไลน์ที่อยู่บน Market Place ของ Lazada และ Shopee เพียง 5%นันยาง บราวน์ (Nanyang Brown) ส่ง “นันยาง ซาฟารี” เอาใจกลุ่มลูกค้าที่ไม่ใช่นักเรียนนอกจากการดันรองเท้านันยาง บราวน์แล้ว นันยางยังได้ส่งรองเท้าผ้าใบยุค 60s มาโชว์ในวันแถลงข่าวด้วย โดยชื่อว่า นันยาง ซาฟารี มี 2 สีคือ สีดำและสีโกโก้ เน้นความเป็นแฟชั่น ย้ายโลโก้นันยางมาอยู่ตรงกลาง ไม่เอาไว้ด้านข้าง เพราะจะซ้ำกับรองเท้านักเรียน ส่วนราคามีราคาเดียวคือ 259 ราคาเดียว
นายเปาโล แกรสซี Country Manager บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บาจาเป็นแบรนด์รองเท้าคุณภาพระดับโลกที่คงความร่วมสมัยและมีความเชี่ยวชาญในการผลิตรองเท้า มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพของวัสดุที่สามารถสวมใส่สบายกับดีไซน์โมเดิร์นเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ในราคาที่คุ้มค่า และในปี 2018 นี้ บาจาชูกลยุทธ์ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์คุณภาพระดับโลกจากยุโรปที่เหมาะกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ด้วยคุณภาพการสวมใส่สบายและดีไซน์แฟชั่นร่วมสมัย ซึ่งเป็นจุดแข็งของบาจาที่ทั่วโลกรู้จักดี พร้อมสร้างฐานลูกค้ากับคนรุ่นใหม่มากขึ้นด้วยแผนการสื่อสารการตลาดภายใต้แนวคิด "Me & Comfortable with it" ตั้งเป้าโตด้วยตัวเลข 2 หลัก พร้อมขยายสาขาอีก 15 แห่งทั่วประเทศจากเดิมที่มีอยู่ 25 แห่งทั่วประเทศ
ปีนี้บริษัทเตรียมจัดกิจกรรมการตลาดให้กับผู้บริโภค และตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ตลอดปี 2018 อาทิ จัดงาน Bata Fashion Weekend 2018 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี การร่วมงานกับไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในระดับาสากล การนำเสนอคอลเลคชั่นรองเท้าที่ทันสมัยที่สุด และเปิดตัวสินค้าใหม่ รวมถึงการทำกิจกรรมการตลาดเพื่อตอบแทนสังคม (CSR) โดยจะจัดทำกิจกรรม Back to School, Back to the Giving ขึ้น เนื่องจากบาจาเป็นผู้นำแบรนด์รองเท้าที่คนจะนึกถึงมากที่สุดตอนเปิดเทอม บาจาจึงได้จัดกิจกรรมแคมเปญชิงโชคมอบทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนในปีนี้ ช่วง Back to School บริษัทได้ส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีความคิดสร้างสรรค์ผ่านโครงการ Bata Window Display Contest โครงการสนับสนุนนักศึกษามหาวิทยาลัย เพื่อประสบการณ์การออกแบบที่แท้จริง โดยจะจัดกิจกรรมวางแผนการทำงานกับองค์กรและความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่น่าเชื่อถือ และเชิญนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วมด้วย โดยเป้าหมายการตลาดของบาจา ประเทศไทยในปีนี้ คือตอกย้ำความแข็งแกร่งและสร้างความจดจำในการเป็นผู้นำแบรนด์รองเท้าคุณภาพร่วมสมัยระดับโลกจากยุโรปที่คนไทยต้องนึกถึงในเรื่องของคุณภาพสวมใส่สบายกับดีไซน์โมเดิร์นเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ในราคาที่คุ้มค่าจนเป็นที่ยอมรับในการที่เป็นแบรนด์คู่ใจคนไทยมาอย่างทุกรุ่นทุกวัย กว่า 89 ปี

Go To Lead


กสิกรไทย หนุน “เวลเนสลิสซิ่ง”
ายพิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจสปาของผู้ประกอบการสปาไทยยังมีโอกาสเติบโตได้ เนื่องจากสอดคล้องกับเทรนด์ธุรกิจสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกที่ให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพ ส่งผลให้ธุรกิจด้านความงามและการชะลอวัย ธุรกิจสปา รวมถึงท่องเที่ยวแบบ Wellness Tourism ของไทยในปี 2560 มีมูลค่าตลาดรวม 136,500 ล้านบาท ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงไม่น้อย นอกจากนี้ จากข้อมูลของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหาการค้าพบว่า ธุรกิจสปายังเป็นหนึ่งในห้าอันดับแรก (Top 5) ธุรกิจน่าลงทุนในปีนี้ ทั้งการพิจารณาจากยอดขาย ต้นทุน ผลกระทบปัจจัยเสี่ยงและการแข่งขัน โดยประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก และด้วยการแพทย์และการบริการที่เป็นที่ยอมรับและประทับใจของนักท่องเที่ยว ในขณะที่รัฐบาลและเอกชนพยายามยกระดับและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จน Bloomberg ยกย่องให้ไทยเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในปีล่าสุด ดังนั้น เพื่อส่งเสริมธุรกิจโรงแรมและสปาของไทยรองรับตลาดนักท่องเที่ยวที่เติบโต ธนาคารกสิกรไทย จึงได้ร่วมมือกับบริษัท สรรพสินค้าเวลเนส จำกัด ดำเนินโครงการ “เวลเนสลิสซิ่ง” (WELLNESSleasing) โดยธนาคารจะให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อ ขณะที่สรรพสินค้าเวลเนสที่จะช่วยคัดกรองลูกค้าที่มีศักยภาพและประวัติการทำธุรกิจที่ดีเข้าร่วมโครงการ สำหรับการสนับสนุนสินเชื่อแบ่งเป็น สินเชื่อสำหรับธุรกิจโรงแรม สำหรับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมแล้ว เป็นเงินกู้ระยะยาว (Loan) และวงเงินกู้เบิกเกินบัญชีใช้หมุนเวียนทางธุรกิจ (OD) สามารถเลือกผ่อนชำระได้ตามฤดูกาลได้นานถึง 10 ปี สินเชื่อสำหรับธุรกิจสปา เป็นเงินกู้ระยะยาว (Loan) วงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD) และตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี
นอกจากนั้นแล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังจัดแพ็คเกจสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ภายใน 31 มีนาคม 2562 ได้รับอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการผ่อนชำระพิเศษด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน ของวงเงินกู้ 3 ล้านบาทแรก เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถเข้าสู่ธุรกิจได้อย่างง่ายดาย สะดวกและมั่นใจ รวมถึงความช่วยเหลือจากสมาคมการบริหารโรงแรมไทย และสมาคมสปาไทย ในการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ที่สำคัญในการประกอบธุรกิจโรงแรมและสปาให้สำเร็จได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ธนาคารคาดว่าในปีนี้จะมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ไม่ต่ำกว่า 100 ราย ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อราว 1,000 ล้านบาท
ด้านนายทรงวุฒิ ตรีเทพจุลยากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สรรพสินค้าเวลเนส จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการจัดประชุมนานาชาติหรือธุรกิจไมซ์ (MICE) เป็นหนึ่งในรายได้หลักที่สำคัญของไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยมากกว่า 30 ล้านคน ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและสปาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจกลุ่มนี้จึงได้จัดทำโครงการ “เวลเนสลิสซิ่ง” (WELLNESSleasing) ธุรกิจสินเชื่อให้คำปรึกษาการประกอบธุรกิจสำหรับโรงแรมและสปาแห่งแรกในประเทศไทย สนับสนุนให้นักลงทุนที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมและสปา ทั้งผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือต้องการปรับปรุงธุรกิจเดิม เน้นการสนับสนุนบริการแบบ One-Stop Service มาที่นี่ ทีเดียว ครบ ไม่ว่าจะเป็นบริการให้คำแนะนำด้านเงินทุน การให้คำปรึกษาจัดหาสินค้าคุณภาพดีในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสปา การอบรมให้ความรู้ และบริการหลังการขาย รวมถึงเงื่อนไขสินเชื่อสุดพิเศษจากธนาคารกสิกรไทย และความช่วยเหลือจากสมาคมการบริหารโรงแรมไทยแลพสมาคมสปาไทยในการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ที่สำคัญในการประกอบธุรกิจโรงแรมและสปา ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง มีเงินทุนหมุนเวียน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาใช้ในธุรกิจ โดยมั่นใจว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายเพื่อสนับสนุนธุรกิจโรงแรมและสปามุ่งสู่ความยั่งยืน ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งยังเป็นการเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจโรงแรมและสปาไทยให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้

Go To Lead


TMB ช้อปสุดคุ้ม“คิง เพาเวอร์” รับเครดิตเงินคืน 18,000 บาท
บัตรเครดิต ทีเอ็มบี (TMB) รู้ใจนักช้อปและนักเดินทางกับโปรโมชั่นสุดคุ้มที่ คิง เพาเวอร์ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18,000 บาท/หมายเลขบัตร ตลอดรายการ เมื่อช้อปที่คิง เพาเวอร์สาขาที่ร่วมรายการ ยอดใช้จ่ายครบ 5,000-29,999 บาทต่อเซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 150 บาท, ยอดใช้จ่ายครบ 30,000-69,999 บาทต่อเซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 1,000 บาท, ยอดใช้จ่ายครบ 70,000-119,999 บาทต่อเซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 2,800 บาท และยอดใช้จ่ายครบ 120,000 บาทขึ้นไป รับเครดิตเงินคืน 6,000 บาทต่อเซลล์สลิป ลงทะเบียน SMS รับสิทธิ์ พิมพ์ TMBKG ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต TMB 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026
ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2561 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ TMB Contact Center โทร. 1558 หรือ www.tmbbank.com/promotion

Go To Lead


ก.ล.ต. เล็งผ่อนคลายเกณฑ์ “กองทุนรวมตลาดเงิน”
ผู้บริหาร ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์กองทุนรวมตลาดเงินส่งเสริมให้กองทุนรวมตลาดเงินเป็นทางเลือกในการบริหารสภาพคล่องและพักเงินระยะสั้นของผู้ลงทุน นอกเหนือจากการฝากเงินกับธนาคาร ปัจจุบันกองทุนรวมตลาดเงินเป็นเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องและพักเงินระยะสั้นของผู้ลงทุนนอกเหนือจากการฝากเงินกับธนาคาร โดย ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2561 กองทุนรวมตลาดเงินมีขนาด 2.4 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3 ของมูลค่าเงินฝากออมทรัพย์ และในอนาคตสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะมีการทยอยปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากให้เหลือเพียง 1 ล้านบาท กองทุนรวมตลาดเงินจึงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวและยังเป็นทางเลือกสำหรับประชาชนในการพักเงิน ปัจจุบัน กองทุนรวมตลาดเงินยังมีข้อจำกัดการลงทุนที่เข้มงวดกว่ากองทุนรวมประเภทอื่น ๆ ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงหลักเกณฑ์กองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการกองทุนของบริษัทจัดการ (บลจ.) ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนได้ดียิ่งขึ้น โดยปรับปรุงในสาระสำคัญ อาทิ การขยายวงเงินในการชำระค่าขายคืนหน่วยลงทุนในวันที่ทำการซื้อขายหน่วยลงทุน การอนุญาตให้ บลจ. สามารถกำหนดราคาหน่วยลงทุนคงที่ได้ โดยให้ปรับปรุงจำนวนหน่วยลงทุนให้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาหน่วยลงทุน การอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เสนอขายเฉพาะกองทุนรวมตลาดเงินซึ่งมีความเสี่ยงต่ำแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องประเมินความเหมาะสมในการลงทุน (suitability test) ของผู้ลงทุนก็ได้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. http://capital.sec.or.th/webapp/phs/upload/phs1525674039hearing_20_2561.pdf ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือโทรสาร 0-2033-9660 หรือทาง e-mail preeporn@sec.or.th หรือ napaporn@sec.or.th จนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2561

Go To Lead


ธนาคารกรุงเทพ-คาลเท็กซ์ 'ชู'บริการใหม่
นายโชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้จับมือกับ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้ให้บริการสถานี บริการน้ำมันคุณภาพระดับโลกภายใต้แบรนด์ "คาลเท็กซ์" พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ "บัตรธนาคารกรุงเทพ - คาลเท็กซ์ ฟลีทการ์ด" (BBL - Caltex Fleet Card) ซึ่งเป็นบัตร เครดิตสำหรับองค์กรที่จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีบริการส่งใบแจ้งหนี้ทางอีเมล์ และสามารถแสดงรายงานค่า ใช้จ่ายน้ำมันได้ทั้งแบบรายวันและรายเดือน พร้อมมีระบบการออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ องค์กรธุรกิจที่ใช้บัตรฟลีทการ์ดนี้ ยังสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายต่อครั้ง ต่อวัน และต่อเดือน เป็นจำนวนบาทหรือลิตร และมีระบบบันทึกเลขระยะทาง เพื่อคำนวณอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน รวมถึงระบุรายละเอียดบนหน้าบัตรเป็นชื่อบริษัท ทะเบียนรถ ยี่ห้อรถ ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทอนุญาตให้ใช้ พร้อมกันนี้ยังกำหนดให้ใช้บัตรได้เฉพาะสถานีบริการน้ำมันที่ต้องการเท่านั้น โดยสามารถระบุได้อย่างไม่จำกัดจำนวนสถานีบริการน้ำมัน จึงช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมและบริหารต้นทุนได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันบัตรฟลีทการ์ดนี้ยังมีรอบการชำระเงินได้นานสูงสุดถึง 55 วัน และยังมีความยืดหยุ่นโดยสามารถเลือกรอบการตัดยอดการใช้น้ำมันที่เหมาะสมกับระบบบัญชีของบริษัทท่านได้อีกด้วย จึงช่วยให้กิจการมีกระแสเงินสดที่ยาวขึ้น สภาพคล่องดีขึ้น และส่งผลให้การจัดการธุรกิจมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ออก "บัตรธนาคารกรุงเทพ - คาลเท็กซ์ แคชการ์ด" (BBL - Caltex Cash Card) ซึ่งเป็นบัตรพรีเพดเพื่อใช้เติมน้ำมันและซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น ภายในสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ทั่วประเทศ สะดวกเพราะใช้แทนเงินสดได้และช่วยควบคุมการใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ตามต้องการ หรือหน่วยงาน และองค์กรธุรกิจ สามารถใช้เป็นของสมนาคุณให้แก่ลูกค้าได้ โดยสามารถระบุชื่อบริษัทหรือข้อความที่ต้องการได้บนด้านหลังบัตรหรือใส่โลโก้ที่ต้องการบนหน้าบัตรได้อีกด้วย ที่ช่วยตอบโจทย์การบริการลูกค้าของธนาคารกรุงเทพได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าธุรกิจที่จะมีทางเลือกการบริหารจัดการต้นทุนน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วย เพิ่มกระแสเงินสดให้กิจการได้อีกทางหนึ่งด้วย" นายโชค กล่าว

Go To Lead


ธ.ก.ส.-depa 'หนุน'ท่องเที่ยวชุมชน
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้จัดทำโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมุ่งเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเอง จำนวนทั้งสิ้น 7,927 ชุมชน และมีศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้การพัฒนาชุมชนใน ด้านต่าง ๆ จำนวน 77 ศูนย์ รวมถึงได้มีการต่อยอดชุมชนที่มีศักยภาพและความโดดเด่น ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ประเพณีและวัฒนธรรม ไปสู่รูปแบบการท่องเที่ยววิถีชุมชน ตามโครงการ "ธ.ก.ส.นำเที่ยวชุมชนทั่วไทยตามรอยเท้าพ่อ" เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เกิดการกระจายรายได้ในเชิงเศรษฐกิจ ลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานและกระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดความรักความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติตลอดจนการดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของท้องถิ่น โดยในปี 2561 ธ.ก.ส.มีเป้าหมายในการพัฒนาชุมชนอุดมสุขจำนวน 800 ชุมชน พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จำนวน 35 ชุมชน ซึ่งการร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ในด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด การบริการและการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทั้งนี้ ธนาคารได้ดำเนินการตามแนวทางที่สอดคล้องกับโครงการนวัตวิถีของกระทรวงมหาดไทย ที่ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวและซื้อสินค้าจากชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป
ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ กล่าวว่า depa ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลไปใช้ยกระดับสังคมในทุกมิติ โดยเฉพาะการเข้าไปดูแลและพัฒนาชุมชนที่มีอยู่จำนวน 24,700 ชุมชน ให้เข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลดิจิทัล โดยสนับสนุนให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในพื้นที่ของตนเอง ในลักษณะของการส่งวิทยากรอาสาเข้าไปอบรมให้ความรู้แก่คนในชุมชน องค์กรชุมชน และผู้ประกอบการในชุมชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลและเกิดการขยายผลไปสู่ชุมชนรอบข้าง รวมถึงความร่วมมือกับ ธ.ก.ส.ในการพัฒนาและจัดหาช่องทางการตลาดแบบดิจิทัล การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศของชุมชน ระบบการบริหารข้อมูลในรูปแบบ Application หรือ Platform เข้ามาช่วยในการพัฒนาด้านการเกษตร การแปรรูป การบริการ การตลาด และการท่องเที่ยวชุมชน อันนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการของชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อให้ประเทศก้าวไปสู่ยุค Thailand 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล

Go To Lead


กรุงศรีคาดเงินบาท 32.00-32.40บาท
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.40 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 32.16 ต่อดอลลาร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลงมติด้วยเสียงเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยมูลค่า 6.5 พันล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 2.6 พันล้านบาท ส่วนเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าขึ้นเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ยกเว้นฟรังก์สวิส ขณะที่เงินยูโรแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน โดยได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ในอิตาลี ปัจจัยชี้นำสัปดาห์นี้จะมาจากบันทึกการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเป็นที่น่าสนใจว่าการประชุมเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมเฟดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะปรับเข้าใกล้ Symmetric Inflation Goal ที่ 2% ในระยะกลาง ซึ่งตลาดตีความว่าเฟดอาจจะยอมรับได้ที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่เหนือเป้าหมาย โดยเฟดจะยังคงปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปแม้ตลาดแรงงานอยู่ในภาวะตึงตัว หากเนื้อหาในรายงานการประชุมสอดคล้องกับท่าทีดังกล่าว ขาขึ้นของค่าเงินดอลลาร์อาจถูกจำกัดเป็นระยะ นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาบันทึกการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รวมถึงตลาดตราสารหนี้ยูโรโซนหลังว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลอิตาลีเรียกร้องเพื่อขอให้อิตาลีพักชำระหนี้อีซีบีจำนวน 2.5 แสนล้านยูโร
ปัจจัยภายในประเทศ สภาพัฒน์ฯ รายงานจีดีพีไตรมาส 1/2561 เติบโตสูงถึง 4.8% เทียบปีต่อปี ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ขณะที่กนง.แถลงหลังการประชุมเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมว่า มีโอกาสที่จะปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยมีแรงหนุนจากภาคส่งออกและท่องเที่ยว และการบริโภคมีสัญญาณดีขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ นอกจากนี้ ความเสี่ยงยังอยู่ที่ปัจจัยภายนอก อาทิ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ความเสี่ยงในประเทศ ได้แก่ การใช้จ่ายภาครัฐซึ่งอาจล่าช้า และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ส่งผลบวกต่อรายได้ครัวเรือนอย่างทั่วถึง อนึ่ง กนง.เห็นว่าเงินทุนไหลออกไม่เป็นแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบาย โดยการปรับนโยบายการเงินจะพิจารณาปัจจัยในประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ดี กนง. มองว่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนในระยะต่อไป ท่าทีดังกล่าวและข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสนับสนุนมุมมองของเราที่ว่าทางการจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.75% ก่อนสิ้นปีนี้

Go To Lead


'ชี้' VGI Global Media มาร์จิ้นขยายตัว
MAYBANK KIMENG รายงานว่า VGI Global Media มีการทำสื่อแบบใหม่ big data พา VGI ไปหา S-Curve ตัวใหม่ ปรับราคาเหมาะสมปี 2561/62 ขึ้นจาก 7.00 บาท เป็น 10.20 บาท/ หุ้น และคงคำแนะนำ "ซื้อ" จากกำไรปี 2560/61 ที่ออกมาดีกว่าคาด และมีสัญญาณที่ดีใน 4Q60/61 ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนกลยุทธ์ O2O เริ่มเห็นผล เช่นเดียวกับทุกหน่วยสื่อขยายตัวได้ดี 13%-80% YoY พร้อมกันนี้ VGI เริ่มกลับมาจ่ายปันผลในอัตราที่สูงขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ในเบื้องต้น การจะเข้าซื้อ Kerry คาดให้ส่วนเพิ่มจากราคาเหมาะสมอีกอย่างน้อย 0.70 บาท/ หุ้น หมายเหตุ VGI มีมติออก VGI-W2 (อายุ 4 ปี จัดสรร 1 : 1, ฟรี, ราคาแปลง 10 บาท, XW 14 ส.ค.) และ PP General mandate 5% และอีก 1.66%@ 7.28 บาท รองรับดีลซื้อ Kerry 23% กำไรปี 2560/61 ดีกว่าคาด 7% และมีสัญญาณ บวก อย่างมีนัยสำคัญ VGI มีกำไรงวดปี 2560/61 (เม.ย. 60 - มี.ค. 61) ที่ 846 ลบ. ดีกว่าเราคาด 7% จากรายได้ที่เร่งตัวในช่วง 4Q60/61 อย่างรวดเร็ว ขณะที่ synergy จากทุกสื่อประเภท และกลยุทธ์ O2O (การใช้ big data ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคในการบริหารขายสื่อออนไลน์-สื่อปกติแบบดั้งเดิม) ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นทำได้สูง 61.0% ดีกว่าคาด 150bps และต้องไม่ลืมว่าในปี 2560/61 เป็นปีแรกที่ VGI ต้องจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้แก่ BTS เพิ่ม 5% ด้วยตามสัญญา นั่นจึงแสดงให้เห็นว่า VGI รักษาอัตรากำไรได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งหากไม่รวมรายการพิเศษ (สุทธิ 40 ลบ.) กำไรปกติจะทำได้ที่ 806 ล้านบาท +23.1% YoY ดีกว่าคาด 2% นอกจากนี้ VGI ประกาศจ่ายปันผล 2H60/61 อีก 0.054 บาท/ หุ้น คิดเป็น dividend payout 75% เปรียบเทียบจากปีก่อน 50% สะท้อนความแข็งแรง และความมั่นใจในทิศทางบริษัทข้างหน้านี้ ไตรมาส 4/61 (ม.ค.-มี.ค. 61) ดีกว่าคาด 25% เช่นกัน แนวโน้มดีต่อ 1Q61/62 กำไรปกติ 248 ลบ. +37.2% QoQ และ +64.1% YoY เด่นในทุกหน่วยธุรกิจ สื่อบนรถไฟฟ้า รายได้เพิ่ม +15.5% YoY จากการปรับราคา และกลยุทธ์ O2O ทำให้สื่อบนสถานีขายได้ดีขึ้นมาก, สื่อกลางแจ้ง +80.7% YoY จากการขยายธุรกิจของ MACO, สื่อในอาคาร +52.1% YoY เพราะได้อาคารใหม่เพิ่ม และขึ้นราคา และ สื่อ digital ขยายตัว +13.4% YoY ขณะที่อัตรากำไรขึ้นต้นรวม 64.0% สูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส
คำแนะนำการลงทุน - ปรับราคาเหมาะสมขึ้น จาก Margin expansion ปรับประมาณการปี 2561/62 ขึ้น 1% และไล่ขึ้นในอีก 3 ปีถัดไปอีก 3% 5% และ 8% ซึ่งสะท้อนมาจากการรักษาอัตรากำไรได้อย่างดีเกิดคาด อีกทั้งการเปิดรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายตอนใต้ในเดือน ธ.ค. 2561 ของ BTS คาดจะทำให้มีผู้ชมสื่อของ VGI มากขึ้นและกว้างไกลขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับราคาค่าโฆษณาขึ้นได้อีกด้วย โดยในประมาณการนี้ คาดกำไรจะขยายตัวเฉลี่ย 25.9% ต่อปีใน 4 ปีนี้ ราคาเหมาะสมใหม่ 10.20 บาท/ หุ้น (DCF WACC 7.0%, g 5%)

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com