Finance/Stock
Hot News: จับตา! ลงทุนกองทุนครบวงจร
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
จับตา! ลงทุนกองทุนครบวงจร
ทีเอ็มบี ลอนช์ TMB Smart Port บริการจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนแบบครบวงจรครั้งแรกของไทย ผู้ช่วยคนไม่มีเวลา ลงทุนน้อยแต่มี โอกาสรับผลตอบแทนที่มากกว่า เริ่มต้นลงทุนง่ายๆ เพียง 100,000 บาท ตอกย้ำประสบการณ์ “ลูกค้าทีเอ็มบีต้องได้มากกว่า” กรุงศรี 'ชู'จุดเด่นของกองทุน KFSUPER และกองทุนKFSUPERRMF คือความยืดหยุ่นในการจัดพอร์ตการลงทุน
นางกิดาการ ชัฎสุวรรณ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์กองทุนรวม ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “ ทีเอ็มบีได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยบริการด้านการลงทุนรูปแบบใหม่สำหรับการลงทุนในกองทุน ด้วยรูปแบบของการจัดพอร์ตลงทุน (Portfolio Investment) โดยอาศัยจุดแข็งของทีเอ็มบีในเรื่องของการเป็น Open Architecture ที่ทำให้สามารถคัดเลือกกองทุนที่มีคุณภาพจากจากบลจ.ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศกว่า 30,000 กองทุน มาจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมให้โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเลือกเอง ซึ่ง TMB Smart Port ถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการลงทุนระยะยาว ด้วยการจัดสรรสัดส่วนเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ แทนการทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดไปในการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือแค่กองใดกองหนึ่งเพียงอย่างเดียว เป้าหมายก็เพื่อลด และกระจายความเสี่ยง จากความผันผวนของตลาด ทั้งยังช่วยเพิ่มประโยชน์สูงสุดในการบริหารผลตอบแทนที่เหมาะกับลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดี โดยลูกค้าให้ความสนใจในแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก”
“จากการศึกษาถึงพฤติกรรมการลงทุนพบว่า 9 ใน 10 คน ของผู้ที่มีความสนใจและต้องการจะลงทุน ยังไม่ตัดสินใจลงทุน สาเหตุหลักเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนอย่างไร รู้สึกว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก ไม่รู้ว่าจะเลือกกองไหน บลจ.ไหนดี ประกอบกับที่ผ่านมา การลงทุนในรูปแบบของการจัดพอร์ตการลงทุนเป็นบริการที่ถูกสงวนไว้สำหรับนักลงทุนผู้ที่มีเงินลงทุนจำนวนมาก หรือตั้งแต่ 20-50ล้านบาทขึ้นไป เท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนทั่วไปในการเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบการจัดพอร์ต และอยากให้มีการบริหารจัดการแบบกระจายความเสี่ยงโดยมีมืออาชีพคอยคัดเลือกกองทุน ดูแลเงินลงทุน และปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยง และผลตอบแทนที่คุณตั้งเป้าเอาไว้สำหรับการลงทุนระยะยาว ซึ่งทีเอ็มบีเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ จึงได้ออกแบบบริการด้านลงทุนล่าสุด ที่เป็นทางออกให้กับผู้สนใจลงทุน ภายใต้ชื่อTMB Smart Port บริการจัดพอร์ตลงทุนในกองทุนแบบครบวงจรครั้งแรกของไทย ที่มีรูปแบบการจัดพอร์ตการลงทุนมาตรฐาน 5 แบบ สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ลูกค้าแต่ละคนรับได้พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกคอยดูแลปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบกับตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยลูกค้าไม่ต้องจับตาดูความผันผวนของตลาดด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อโอกาสในการได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาว
TMB Smart Port มีจุดเด่นอยู่ที่ ความง่าย (Simple) ที่ลูกค้าสามารถลงทุนในกองทุนแบบพอร์ตได้ง่ายๆเพียงไม่กี่ขั้นตอน ความเชี่ยวชาญ (Smart Solution) ที่มาพร้อมกับ กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง (Strategic Allocation) ด้วยการคัดสรรกองทุนดีๆเพื่อจัดพอร์ตกองทุนที่เหมาะสมและกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืน และวางใจได้แม้ไม่มีเวลา ด้วยการบริหารพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก (Superior Advisory) จาก Amundi บลจ.อันดับ1 ของยุโรป ที่มีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 5,000 คน ช่วยดูแลและปรับพอร์ตให้อย่างสม่ำเสมอ ผู้สนใจลงทุนสามารถลงทุนเริ่มต้นด้วยเงินเพียง 100,000 บาท โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front End Fee)
“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลการลงทุนที่ครบถ้วนประกอบการตัดสินใจลงทุนที่ตรงตามเป้าหมายทางการเงิน ทางธนาคารแนะนำให้ลูกค้าสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ บริการTMB Smart Port ได้ที่ TMB ทุกสาขา ซึ่งลูกค้าจะสามารถปรึกษา และรับทราบข้อมูลการลงทุนเชิงลึก รวมถึงเงื่อนไขการให้บริการและข้อมูลภาพรวมสถานการณ์ตลาด เพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารผลตอบแทนและความเสี่ยง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น" นางกิดาการ กล่าว
นางสาวศิริพร สินาเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) กล่าวว่า หากจะลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอและสามารถเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาวโดยไม่ต้องเสี่ยงสูง การกระจายการลงทุนและการจัดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ มีความสำคัญมาก ควรเลือกทั้งสินทรัพย์ที่เน้นความมั่นคงอย่างตราสารหนี้ และสินทรัพย์ที่มีศักยภาพเติบโตอย่างหุ้น และ REITs ควบคู่กันไป อีกประการที่สำคัญคือการจัดสัดส่วนที่สมดุลเหมาะสมกับสภาพตลาดซึ่งผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจะทำหน้าที่ปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนตามมุมมองต่อสถานการณ์การลงทุน จากแนวคิดดังกล่าวจึงเป็นที่มาของกองทุนเปิดกรุงศรีชีวิตดีเริ่ด (KFSUPER) และกองทุนเปิดกรุงศรีชีวิตดีเริ่ดเพื่อการเลี้ยงชีพ(KFSUPERRMF) ที่มีนโยบายกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งในส่วนของตราสารหนี้ หุ้นและ REITs โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น REITs กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในระดับไม่เกิน 75% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ทำให้เพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น สัดส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มความมั่นคงของเงินลงทุน” จุดเด่นของกองทุน KFSUPER และกองทุนKFSUPERRMF คือความยืดหยุ่นในการจัดพอร์ตการลงทุน โดยในส่วนของหุ้นนั้นผู้จัดการกองทุนสามารถเลือกหุ้นได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านขนาดและประเภทหุ้นที่สามารถลงทุนได้ ในภาวะที่ตลาดผันผวนหรือมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไม่สดใส ผู้จัดการกองทุนสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ได้สูงถึง 100%ของNAV เพื่อลดระดับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน ทั้งนี้ กองทุนKFSUPER และกองทุนKFSUPERRMF มีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 5: (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) และมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นนั้นจะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เจาะลึกปัจจัยพื้นฐานของหุ้นรายตัวและพิจารณาลงทุนในบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีการเติบโตต่อเนื่องและมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิที่ชัดเจนในระยะกลางถึงยาว ทำให้มีความคล่องตัวในการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับภาวะตลาดได้ดี ด้านกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้จะมีการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภท เน้นสร้างการเติบโตในระยะยาวและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารอายุเฉลี่ยของตราสารเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ กองทุนยังมีกระบวนการลงทุนที่แข็งแกร่งจากจุดแข็งของทีมผู้จัดการกองทุนหุ้นและทีมผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานและได้รับหลายรางวัลจากการบริหารกองทุน อาทิ Money & Banking Awards 2017 /Morningstar Thailand Fund Awards 2018(ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / รางวัลดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนแต่อย่างใด) กองทุนKFSUPER และกองทุนKFSUPERRMFเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีแต่ไม่ต้องการลงทุนในหุ้นเต็มร้อย เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวน บลจ.กรุงศรี เชื่อมั่นว่าทั้งสองกองทุนดังกล่าวจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนเช่นเดียวกับกองทุน KFHAPPY และกองทุน KFGOOD ที่ได้เปิดขายไปก่อนหน้านี้และมีผลการดำเนินงานค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัด”

Go To Lead


ธ.ก.ส. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากกว่า 700,000 ล้าน
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยผลการดำเนินงาน ธ.ก.ส.ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อการสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรโดยเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเงินให้ความช่วยเหลือเพื่อลดต้นทุนการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสถาบันเกษตร รวม 65,931 ล้านบาท ได้แก่โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน จำนวน 149,949 ราย จำนวนเงิน2,025 ล้านบาท การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อย จำนวน4,092,247 ราย จำนวนเงิน56,344 ล้านบาท โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน868,618 รายจำนวนเงิน7,562 ล้านบาท อีกทั้งโครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนรวม48 โครงการ เป็นเงิน 247,840 ล้านบาท มาตรการลดดอกเบี้ยและพักชำระต้นเงินเป็นระยะเวลา 3 ปีให้แก่เกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปภาคเกษตรตามแนวทางประชารัฐ จำนวน 2.91 ล้านราย มูลหนี้889,816 ล้านบาท มาตรการเกษตรประชารัฐลดต้นทุนการผลิตแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรสามารถซื้อปัจจัยการผลิตผ่านบัตรเกษตรสุขใจแล้ว จำนวน 629,774 ราย วงเงิน 14,300 ล้านบาท ธ.ก.ส. ได้พัฒนาผู้ประกอบการ SMEเกษตรจำนวน 9,600 รายสนับสนุนสินเชื่อ SMAEs ไปแล้ว จำนวน 336,034 ราย วงเงิน 135,696 ล้านบาทและได้ช่วยเหลือด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้วกว่า 300,000 ราย นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนนโยบายสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) โดยพัฒนา ธ.ก.ส. A-Mobile ซึ่งมีเกษตรกรดาวน์โหลดแล้วกว่า 600,000 ราย ปริมาณธุรกรรมมีแนวโน้มเติบโตมากกว่า 1,000,000 รายการต่อเดือน มีร้านค้า QR Code รองรับกว่า17,000ร้านค้าอีกทั้ง ธ.ก.ส. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จัดทำบัตร Smart Card สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กว่า 1,000,000 ใบ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดความซ้ำซ้อนในการจ่ายเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ผลักดันสู่สังคมไร้เงินสด ตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment
การสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคให้กับสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำได้แก่1) ด้านมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผ่าน 3 มาตรการ 9 โครงการ ได้แก่ มาตรการพัฒนาตนเองโดยการให้ความรู้ทางด้านการเงิน/การผลิต/การตลาด จำนวน 2.76 ล้านรายมาตรการลดภาระหนี้สินนอกระบบ 217,852 ราย เป็นเงิน 13,563.11 ล้านบาท กรณีรายที่มีหนี้ที่เป็นภาระหนัก ธ.ก.ส. ได้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว 661,022 ราย มูลหนี้ 129,324 ล้านบาท และมาตรการพัฒนาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้สามารถช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี พ้นเส้นความยากจนจำนวนกว่า 800,000 รายหรือคิดเป็นร้อยละ 51 และมีรายได้เพิ่มเกินกว่า 100,000 บาทต่อปี จำนวน 29,911 รายหรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของผู้เข้าร่วมโครงการ 2) ด้านการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเข้าถึงแหล่งทุน ธ.ก.ส.อำนวยสินเชื่อให้กับสถาบันเกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรรายย่อยไปแล้วกว่า 624,000 ล้านบาท 3) ด้านการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลดความเสี่ยงในการผลิตผ่านโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตร ประกันภัยข้าวนาปี จำนวน 1.92 ล้านราย พื้นที่ 27.96 ล้านไร่ และได้ขยายผลไปยังพืชอื่นๆ ได้แก่ ข้าวโพด 82,087 ราย พื้นที่ 717,541 ไร่ โคนม 4 ชุมชน จำนวน 156 ตัว และลำไย 1,052 ราย และด้านการสร้างหลักประกันชีวิตผ่านโครงการกองทุนทวีสุข 1.55 ล้านรายและเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต 2.3 ล้านกรมธรรม์4) ด้านพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ผ่านโครงการชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง 7,927 ชุมชน ยกระดับเป็นชุมชนอุดมสุข 800 ชุมชน สนันสนุนศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง436 ศูนย์ และร่วมกับเครือข่ายคัดเลือกชุมชนที่มีความพร้อม ด้านทรัพยากรธรรมชาติที่งดงามและการบริหารจัดการต่อยอดสู่การเป็นชุมชนท่องเที่ยว 35 ชุมชน มีนักท่องเที่ยวเพิ่มสะสม 30,000 ราย ชุมชนมีรายได้รวมกว่า 14 ล้านบาท อีกทั้งสนับสนุนการออมเงินให้กับเยาวชนในโครงการโรงเรียนธนาคาร 2,217 แห่ง ซึ่งมีนักเรียนร่วมโครงการ 782,916 ราย เงินฝากรวม 1,014 ล้านบาท สำหรับการสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GO Green) โดย ธ.ก.ส.มุ่งตอบโจทย์ในการดูแลสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 318 ชุมชน การจัดทำโครงการธนาคารต้นไม้ โดยมีชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 6,831 ชุมชน จำนวนต้นไม้ที่ปลูกเพิ่มขึ้นในประเทศ 11.8ล้านต้น และการพัฒนาแหล่งน้ำ ด้วยการสร้างฝายมีชีวิต เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพด้านการเกษตร จำนวน 6,137 ฝาย
ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. ร่วมกับสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเมินความสำเร็จด้านผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในการเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของรัฐผ่านระบบ ธ.ก.ส. โดยนำข้อมูลโครงการนโยบายรัฐที่สำคัญตามมติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2559 – 2561 จำนวน 11 โครงการ และเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 1,223 ตัวอย่างกระจายไปในแต่ละภูมิภาค ซึ่งผลประเมินโดยสรุปในภาพรวมลูกค้า ธ.ก.ส. ทั้งสหกรณ์เกษตร ผู้ประกอบการ SMEเกษตร และเกษตรกรรายย่อย ประสบความสำเร็จอย่างมากทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การสร้างช่องทางการจัดจำหน่าย การลดต้นทุนการผลิต การสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาด การเพิ่มแหล่งวัตถุดิบ และการพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEเกษตรปรากฎผลกระทบเชิงบวกที่สำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการผลิตลดลงมีอำนาจต่อรองมากขึ้นมีทักษะในการประกอบอาชีพและมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การดำเนินโครงการนโยบายรัฐของ ธ.ก.ส. ยังส่งผลกระทบเชิงบวกด้านสังคมต่อลูกค้า ธ.ก.ส. ในเรื่องสุขภาพและสุขอนามัยที่ดีขึ้น โอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินของรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น และการเข้าถึงความรู้ทางการเงินที่เพิ่มมากขึ้น นายอภิรมย์กล่าว

Go To Lead


กรุงศรีเปิดตัวกองทุน KFSUPER และ KFSUPERRMF
นายพงษ์อนันต์ ธณัติไตร ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขาย ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรีขับเคลื่อนองค์กรโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) มาโดยตลอด การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินของเราจึงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม และครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ ธนาคารและ บลจ.กรุงศรีได้ทำงานร่วมกันในการนำเสนอ กองทุนเปิดกรุงศรีชีวิตดีเริ่ด (KFSUPER) ซึ่งเป็นกองทุนผสมในซีรี่ส์เดียวกันกับกองทุน KFHAPPY และ KFGOOD ที่ออกมาก่อนหน้านี้ เรามุ่งหวังที่จะช่วยตอบโจทย์ของลูกค้าที่ต้องการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ และให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสสร้างการเติบโตของเงินลงทุนจากการสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่เพิ่มขึ้นจาก 2 กองทุนก่อนหน้า โดยลูกค้าสามารถลงทุนในกองทุนนี้ผ่านสาขาทั่วประเทศหรือช่องทางออนไลน์ของธนาคารได้อย่างสะดวกง่ายดาย ”
“จุดเด่นของกองทุน KFSUPER และกองทุนKFSUPERRMF คือความยืดหยุ่นในการจัดพอร์ตการลงทุน โดยในส่วนของหุ้นนั้นผู้จัดการกองทุนสามารถเลือกหุ้นได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านขนาดและประเภทหุ้นที่สามารถลงทุนได้ ในภาวะที่ตลาดผันผวนหรือมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไม่สดใส ผู้จัดการกองทุนสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ได้สูงถึง 100%ของNAV เพื่อลดระดับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน ทั้งนี้ กองทุนKFSUPER และกองทุนKFSUPERRMF มีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 5: (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) และมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน”

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com