|
|
แบงก์ชาติ-วีซ่า 'หนุน' ระบบชำระเงินแห่งอนาคต
ธนาคารแห่งประเทศไทย จับมือ วีซ่า ประเทศไทย ออกรายงาน เจาะลึกพฤติกรรมการชำระเงินของนักท่องเที่ยวด้วยข้อมูล (Data-Driven Insights into Tourist Payment Behaviours) ซึ่งนำเสนอการวิเคราะห์เกี่ยวกับการใช้จ่ายและแนวโน้มการชำระเงินของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่จะเปลี่ยนมุมมองต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการชำระเงินของไทย ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศไทย และเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลกที่ทันสมัยและไร้รอยต่อ
ผู้บริหาร วีซ่า ประเทศไทย เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย และการชำระเงินดิจิทัลคือกุญแจสู่การยกระดับประสบการณ์นักเดินทาง รายงานนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำธุรกิจ นักนวัตกรรมด้านการชำระเงิน นักการตลาด และนักวิชาการ ในการสร้างระบบการชำระเงินที่ปลอดภัย ครอบคลุม และตอบโจทย์ทุกกลุ่มนักท่องเที่ยว รายงานวิจัยฉบับนี้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในหลายภาคส่วน ได้แก่ การท่องเที่ยวและการบริการ: ปรับบริการและช่องทางการชำระเงินเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทั่วโลก ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การชำระเงินและบริการทางการเงิน: ขยายการยอมรับการชำระเงินดิจิทัล ส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงิน การตลาดและธุรกิจค้าปลีก: เข้าใจรูปแบบการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์การมีส่วนร่วมงานวิชาการและการวิจัยเชิงนโยบาย: สนับสนุนข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับการวิจัยและวางแผนเชิงกลยุทธ์ในอนาคต
5 ประเด็นสำคัญจากรายงาน การท่องเที่ยวสร้างมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล:
ในปี 2567 การท่องเที่ยวระหว่างประเทศมีส่วนสนับสนุนประมาณ 9% ของ GDP ประเทศไทย สร้างรายได้ 1.7 ล้านล้านบาท เกือบครึ่งของนักท่องเที่ยวทั้งหมดมาจาก 5 ตลาดหลัก ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซีย ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหมวดที่พัก (35%) และอาหารและเครื่องดื่ม (23%) ตอกย้ำบทบาทสำคัญของภาคการท่องเที่ยวต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
การชำระเงินดิจิทัลโตแรง:อัตราการใช้การชำระเงินดิจิทัลของนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการชำระเงินผ่านบัตรมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 327,000 ล้านบาทในปี 2567 คิดเป็น 20% ของมูลค่าธุรกรรมทั้งหมด โดยเฉพาะในร้านค้าขนาดใหญ่และขนาดกลาง มูลค่าการชำระเงินผ่านบัตรได้ปรับตัวสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 แสดงถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นต่อช่องทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย
โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่พร้อมรองรับเทคโนโลยี:โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด โดยมีเครื่องรับชำระแบบอิเล็กทรอนิกส์ EDC มากกว่า 900,000 เครื่อง และจุดรับชำระผ่านคิวอาร์โค้ดกว่าหนึ่งล้านจุดทั่วประเทศ แม้ว่าการชำระเงินดิจิทัลจะมีความแพร่หลายในเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยว แต่ผู้ค้ารายย่อยและพื้นที่ชนบทยังคงใช้ช่องทางดิจิทัลในระดับจำกัด การขยายระบบคิวอาร์แบบเชื่อมต่อทุกธนาคาร ผ่านโซลูชัน Scan to Pay หรือ Tap to Phone จากวีซ่า จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงการชำระเงินให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม
พฤติกรรมการชำระเงินหลากหลายของนักท่องเที่ยว:นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ มีพฤติกรรมการชำระเงินที่แตกต่างกัน ชาวมาเลเซียและเกาหลีใต้นิยมใช้บัตรแม้ในธุรกรรมที่มีมูลค่าไม่สูงนัก ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียมีการใช้บัตรควบคู่กับการถอนเงินสดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน สิ่งนี้สะท้อนความจำเป็นในการออกแบบโซลูชันการชำระเงินที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นสำหรับผู้มาเยือนทุกกลุ่ม
ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์:รายงานฉบับนี้มุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ดิจิทัลของผู้ประกอบการ SME ขยายจุดรับชำระเงินในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และให้ความสำคัญกับธุรกิจโรงแรม ค้าปลีก และแหล่งท่องเที่ยวในการติดตั้งเทคโนโลยีการชำระเงินขั้นสูง ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างผู้ค้า สถาบันการเงิน และผู้กำหนดนโยบายเป็นกุญแจสำคัญในการสร้าง ecosystem การชำระเงินที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และพร้อมสำหรับอนาคต
ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยกำลังฟื้นตัวและปรับสภาพ รายงานฉบับนี้เป็นสัญญาณเชิญชวนให้ภาคส่วนต่าง ๆ ผนึกกำลังกันในการขับเคลื่อนความก้าวหน้า ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ผลักดันการยอมรับการชำระเงินดิจิทัล ลดอุปสรรคให้กับธุรกิจ SME และสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน อนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยขึ้นอยู่กับความสามารถร่วมกันในการสร้างสรรค์และปรับตัว ตอนนี้คือเวลาที่เราต้องรวมพลัง ก้าวสู่ดิจิทัล และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยคงความเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมประสบการณ์ที่ทันสมัย ปลอดภัย และครอบคลุมยิ่งขึ้น
Go To Lead
|
SAM 'เผย'ผู้สนใจสมัคร ปิดหนี้ไว ไปต่อได้3 วันแรก ลูกหนี้แห่ลงทะเบียนแล้วเฉียด 9 หมื่นราย
นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เปิดเผยว่า ภายหลังการเปิดรับสมัครโครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยประเภทบุคคลธรรมดา ที่เป็นหนี้เสียแบบไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน เกินกว่า 90 วัน (NPLs) ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 โดยมีภาระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ให้สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบ โดยพบว่าเพียง 3 วันแรกของการเปิดรับสมัคร มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านทางเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th และ www.sam.or.th รวมทั้งสิ้นเกือบ 90,000 ราย
การตอบรับจากประชาชนหลังการเปิดรับสมัครโครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ หนึ่งในมาตรการเฉพาะจุดในการช่วยลูกหนี้รายย่อยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกับโครงการเรือธงเสาที่ 2 ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจได้อย่างลงตัว ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ที่ร่วมผลักดันมาตรการแก้ปัญหาหนี้อย่างตรงจุดและเป็นระบบ สามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างแท้จริงผ่าน SAM เพื่อ ปลดล็อก ลูกหนี้รายย่อยหรือคนตัวเล็กกว่า 1.2 ล้านราย ภาระหนี้รวมกว่า 4.36 หมื่นล้านบาท ให้สามารถตั้งหลักหรือกลับมาเริ่มต้นใหม่และฟื้นตัวทางการเงินหรือกลับไปดำเนินชีวิตได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นการรวมพลังที่ดีของทั้งภาครัฐและเอกชนทุกฝ่ายที่ให้ความสำคัญและมองเห็นว่าปัญหาหนี้รายย่อยไม่ใช่เรื่องเล็กหรือการช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในการสร้างเสถียรภาพและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
โครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ มี 2 มาตรการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรน ให้ลูกหนี้สามารถเลือกเงื่อนไขการชำระหนี้ได้ตามศักยภาพหรือความสามารถ ได้แก่ 1. มาตรการ จ่าย ปิด จบ ให้ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้เงินต้นบางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที และ 2. มาตรการ ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ให้ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้เป็นระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี และจะได้รับยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างและดอกเบี้ยระหว่างที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเข้าร่วมโครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ อย่างแท้จริง SAM จึงขอให้ลูกหนี้ที่สนใจรีบลงทะเบียนตามช่องทางที่กำหนด เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการเฉพาะกิจที่ดำเนินการเพียงครั้งเดียวภายใต้กรอบระยะเวลาที่จำกัดเพียง 3 ปี ดังนั้น หากลูกค้าเลือก มาตรการ ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด การเข้าร่วมโครงการช้าอาจส่งผลให้ระยะเวลาผ่อนจะเหลือน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการเนื่องจากระยะเวลาการผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ลูกหนี้ลงทะเบียนแสดงความประสงค์สมัครเข้าร่วมโครงการสำเร็จแล้ว ลูกหนี้จะได้รับ SMS แจ้งผลการพิจารณาผ่านหมายเลขโทรศัพท์ที่ลูกหนี้ให้ข้อมูลไว้ในขั้นตอนการลงทะเบียน และ SAM จะติดต่อกลับเพื่อแจ้งรายละเอียดการดำเนินการในขั้นต่อไป ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร หรือสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SAM Contact Center 1443 กด 6 และ Line: @samsocialamc รวมถึงช่องทาง BOT Contact Center 1213 และสถาบันการเงินเจ้าหนี้เดิมของลูกหนี้
Go To Lead
|
ก.ล.ต. แจ้งให้ SAM เร่งนำส่งงบการเงินประจำปี 2567 และไตรมาส 2 ปี 2568 ฉบับแก้ไข รวมทั้งแก้ไขงบการเงินงวดไตรมาส 3 ปี 2568
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งให้บริษัท สามชัย สตีล อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) (SAM) เร่งนำส่งงบการเงินประจำปี 2567 และงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปี 2568 ฉบับแก้ไข ที่ผ่านการตรวจสอบและสอบทานจากผู้สอบบัญชีแล้วต่อ ก.ล.ต. พร้อมทั้งเปิดเผยงบการเงินดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านระบบ SETLink โดยเร็ว รวมทั้งให้แก้ไขงบการเงินงวดไตรมาส 3 ปี 2568 และนำส่งภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
ตามที่ ก.ล.ต. ได้แจ้งให้ SAM แก้ไขงบการเงินประจำปี 2567 และงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปี 2568 ตลอดจนงวดที่แสดงเปรียบเทียบที่ได้รับผลกระทบ สืบเนื่องจากผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ของ SAM ที่ได้รายงานต่อ ก.ล.ต. มีประเด็นที่ส่งผลต่อความถูกต้องของการบันทึกรายการเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือหลายประเด็น โดยกำหนดให้ SAM นำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขที่ผ่านการตรวจสอบและสอบทานจากผู้สอบบัญชี รวมถึงรายงานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ต่อ ก.ล.ต. และเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ระบบ SETLink) ภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 จากนั้น SAM ได้มีหนังสือขอขยายระยะเวลาการดำเนินการดังกล่าว โดยแจ้งสาเหตุว่าอยู่ระหว่างการติดต่อขอความร่วมมือไปยังผู้สอบบัญชีที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบและสอบทานงบการเงินประจำปี 2567 และงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปี 2568 ฉบับแก้ไข ซึ่ง ก.ล.ต. ได้พิจารณาแล้วเห็นควรให้ขยายระยะเวลาการนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขออกไปเป็นภายในวันที่ 8 มกราคม 2569 นั้น
ต่อมา SAM ได้มีหนังสือขอขยายระยะเวลาการนำส่งงบการเงินประจำปี 2567 และงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปี 2568 ฉบับแก้ไข เป็นครั้งที่ 2 โดยแจ้งเหตุผลว่าอยู่ระหว่างการนัดประชุมร่วมกับผู้สอบบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขงบการเงินประจำปี 2567 เป็นไปในทางเดียวกัน และเมื่อมีการแก้ไขงบการเงินประจำปี 2567 แล้ว SAM จะดำเนินการแก้ไขงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปี 2568 รวมถึงงวดที่แสดงเปรียบเทียบที่ได้รับผลกระทบต่อไป ก.ล.ต. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจาก SAM ได้รับทราบประเด็นข้อสังเกตจากผลการตรวจสอบ special audit มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงเลยมากว่า 6 เดือน อันเป็นกรอบเวลาที่เพียงพอต่อการดำเนินการแก้ไขและนำส่งงบการเงินภายในระยะเวลาที่ ก.ล.ต. ขยายให้ในครั้งก่อน ประกอบกับงบการเงินถือเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนและผู้ถือหุ้นในการติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ก.ล.ต. จึงไม่เห็นเหตุอันควรให้ขยายระยะเวลาการนำส่งงบการเงินประจำปี 2567 และงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปี 2568 ฉบับแก้ไข ตามคำร้องขอ ก.ล.ต. จึงแจ้งให้ SAM เร่งนำส่งงบการเงินและรายงานที่เกี่ยวข้องต่อ ก.ล.ต. พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนผ่านระบบ SETLink โดยเร็ว
ตามที่ผู้สอบบัญชีของ SAM เสนอรายงานการสอบทานข้อมูลทางการเงินระหว่างกาลแบบมีเงื่อนไขต่องบการเงินงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เนื่องจากผู้บริหารของ SAM อยู่ระหว่างปรับปรุงการแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือตามมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 ให้สอดคล้องกับรายงานผลการตรวจสอบ special audit นั้น ก.ล.ต. จึงแจ้งให้ SAM ดำเนินการแก้ไขงบการเงินงวดไตรมาส 3 ปี 2568 รวมถึงงวดที่แสดงเปรียบเทียบที่ได้รับผลกระทบ และนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขที่ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีต่อ ก.ล.ต. ตลอดจนจัดส่งรายงานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 56 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านระบบ SETLink ภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
Go To Lead
|
กรุงศรี - มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ ส่งมอบของขวัญปีใหม่ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ผ่าน ห้องหนัง เพื่อการเรียนรู้ และ สนามเด็กเล่น ให้น้อง ๆ โรงเรียนอนุบาลด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) จับมือ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างสังคมแห่งการให้และการแบ่งปัน ผ่านโครงการ ห้องหนังเพื่อการเรียนรู้ ส่งมอบของขวัญปีใหม่ให้น้องๆ โรงเรียนอนุบาลด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้เสริมโอกาสทางการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของน้อง ๆ ในพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการดังกล่าว กรุงศรี และ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ ได้จัดทำ ห้องหนังเพื่อการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงสื่อดิจิทัลคุณภาพ ทั้งภาพยนตร์ การ์ตูน และสารคดี เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ การสืบค้นข้อมูล และการต่อยอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองในอนาคต พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งมอบ สนามเด็กเล่น ที่ออกแบบด้วยวัสดุรีไซเคิลเป็นองค์ประกอบหลัก สอดคล้องกับแนวคิดด้านความยั่งยืน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความปลอดภัย เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ จินตนาการ และความสุขให้แก่น้อง ๆ
ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของกรุงศรี ในฐานะสถาบันการเงินชั้นนำที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดย ห้องหนังเพื่อการเรียนรู้ แห่งนี้ นับเป็นห้องที่ 6 จากโครงการดังกล่าว หลังจากที่ได้ส่งมอบไปแล้ว 5 ห้อง 5 โรงเรียนทั่วประเทศ ได้แก่ โรงเรียนโสตศึกษา ทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพมหานคร, โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดชลบุรี, โรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนบ้านพารา จังหวัดภูเก็ต และ โรงเรียนวัดยาง (มีมานะวิทยา) จังหวัดพิษณุโลก พิธีส่งมอบได้รับเกียรติจาก ณัฏฐมณี เลขวณิชกุล ผู้บริหารฝ่ายกิจกรรมการตลาดองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ อภิชาติ คงชัย กรรมการ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ พร้อมผู้บริหารระดับภูมิภาคของกรุงศรี ร่วมกันส่งมอบ ห้องหนังเพื่อการเรียนรู้ ผ่าน วริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานรับมอบ พร้อมด้วย ชัยพร ศรีนวลจันทร์ ปลัดอาวุโสอำเภอ ด่านมะขามเตี้ย ปิยะภรณ์ สุขะปุณพันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 และ เบญจมาศ ลิขิตวัฒนกิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลด่านมะขามเตี้ย ร่วมรับมอบ
นอกจากนี้ กรุงศรี ยังได้นำวัสดุรีไซเคิลจากโครงสร้างและอุปกรณ์บูธกิจกรรมของธนาคารและบริษัทในเครือ มาปรับใช้ในการสร้าง สนามเด็กเล่น เพื่อต่อยอดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสนามที่ 2 โดยสนามเด็กเล่นแห่งแรกส่งมอบให้ โรงเรียนวัดยาง (มีมานะวิทยา) จังหวัดพิษณุโลก ตอกย้ำแนวคิดการดำเนินธุรกิจควบคู่ความยั่งยืน พร้อมสร้างรอยยิ้ม ความสุข และแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอนาคตประเทศ ความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ และกรุงศรี ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันระหว่างภาคสังคมและภาคธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนไทยได้เรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมในระยะยาว
Go To Lead
|
บัตรเครดิต KBank PLUSTINUM* ต่อยอดความสำเร็จ เดินหน้าแคมเปญ
ยิ่งใช้ ยิ่งพลัส Sure* เพิ่มสิทธิ์เข้าเลานจ์สนามบินได้ชัวร์ ตอบโจทย์ผู้ใช้บัตร
บัตรเครดิต KBank PLUSTINUM ชีวิต...พลัสได้ทุกวัน จัดแคมเปญพลัสความสุขต้นปี ยิ่งใช้ ยิ่งพลัส Sure ต่อยอดความสำเร็จของบัตรที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งจากจำนวนผู้สมัครบัตรใหม่ที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายผ่านบัตรของลูกค้าที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสิทธิ์เข้าเลานจ์สนามบินแบบไม่จำกัดสายการบินที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากลูกค้าในปัจจุบัน จึงเตรียมเพิ่มสิทธิประโยชน์ดังกล่าว เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการว่าสามารถรับและใช้สิทธิได้ชัวร์ แคมเปญ ยิ่งใช้ ยิ่งพลัส Sure พลัสสิทธิ์เข้า Coral Lounge เพิ่ม ใช้ได้ชัวร์ทุกสายการบิน ทั้งเที่ยวบินในประเทศและเที่ยวบินต่างประเทศ รวมถึงสายการบินโลว์คอส ครอบคลุม 7 สนามบินหลักทั่วไทย ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, เชียงราย, ภูเก็ต, หาดใหญ่ และอุดรธานี โดยสามารถใช้สิทธิ์เองหรือมอบให้ผู้ติดตามก็ได้ หรือเลือกแลกรับ Starbucks e-Coupon เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 69 31 มี.ค. 69 และลงทะเบียนก่อนใช้จ่ายผ่าน K PLUS เพื่อรับสิทธิ์ร่วมแคมเปญตามรายละเอียดนี้
ใช้จ่ายสะสมครบ 50,000 บาท*
เลือกรับ Coral Lounge e-Coupon 1 ใบ มูลค่า 1,400 บาท
หรือ Starbucks e-Coupon 1 ใบ มูลค่า 1,000 บาท
ใช้จ่ายสะสมครบ 100,000 บาท*
เลือกรับ Coral Lounge e-Coupon 2 ใบ มูลค่า 2,800 บาท สามารถใช้สิทธิ์ร่วมกับผู้ติดตามได้
หรือ Starbucks e-Coupon 2 ใบ มูลค่า 2,000 บาท
หรือ Coral Lounge E-Coupon 1 ใบ พร้อมกับ Starbucks e-Coupon 1 ใบ รวมมูลค่า 2,400 บาท
ทั้งนี้ ลูกค้าได้รับสิทธิ์รวมสูงสุด 4 สิทธิ์ เมื่อรวมกับสิทธิ์เข้าเลานจ์ที่เป็นสิทธิพิเศษติดบัตรที่มีอยู่แล้วของบัตรเครดิต KBank PLUSTINUM โดยได้รับสิทธิ์เข้า Miracle Lounge สำหรับเที่ยวบินต่างประเทศ จำนวน 2 ครั้งต่อปี มูลค่า 3,000 บาท* เมื่อมียอดใช้จ่ายครบ 20,000 บาทต่อปี โดยสามารถกดรับ e-Coupon ได้ง่ายๆ ผ่าน K PLUS
*ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.kasikornbank.com/k_3Lkb5wE
ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
Go To Lead
|
SME D Bank 'ชวน'ลูกค้าร่วมโครงการ D CEO Network รุ่น 4
เติมเต็มความรู้ สร้างเครือข่ายผู้บริหาร พาธุรกิจเติบโตยั่งยืน
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เดินหน้าภารกิจด้านการพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จัดโครงการ D CEO Network รุ่นที่ 4 สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าของ SME D Bank เท่านั้น ทั้งที่เป็นผู้บริหาร เจ้าของกิจการ หรือทายาทธุรกิจ เชิญชวนเข้าร่วมรับการอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้วยหลักสูตรเข้มข้น ช่วยเสริมแกร่งก้าวข้ามความท้าทายในยุคดิจิทัล อีกทั้ง เดินหน้าสู่ธุรกิจสีเขียว พร้อมตามทันเทรนด์เทคโนโลยีAI การเงินเชิงกลยุทธ์ และโอกาสเจาะตลาดใหม่ทั่วโลก จัดจำนวน 5 ครั้ง ใน 5 หลักสูตรเข้มข้น ทุกวันศุกร์ เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 ถึงวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องกัญญลักษณ์ ชั้น 3 โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26
SME D Bank จัดโครงการดังกล่าวต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 4 ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการเติมเต็มความรู้และคำปรึกษาจากวิทยากรชั้นนำระดับประเทศ พร้อมประกาศนียบัตรเมื่อผ่านโครงการ ที่สำคัญ เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้บริหาร นำไปสู่การเพิ่มรายได้ ขยายตลาด นอกจากนั้น ยังมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน อัตราดอกเบี้ยพิเศษจาก SME D Bank เพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท และรับการพัฒนาครบวงจร
ลูกค้า SME D Bank สมัครได้โดยสแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือผ่านเว็บไซต์ dx.smebank.co.th ด่วน! รับจำกัดจำนวน สมัครก่อนมีสิทธิ์ก่อน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Line OA : @DXbySMEDBank หรือโทร 089-164-4799 (คุณอารีย์พร), 081-928-8815 (คุณวิภานันท์), 094-543-8245 (คุณมัตติกา) และ Call Center 1357ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|