Finance/share
Hot News: วีซ่า-แบงก์ 'รุก'ชำระเงินรถตุ๊กตุ๊ก ไร้เงินสด
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
วีซ่า-แบงก์
'รุก'ชำระเงินรถตุ๊กตุ๊ก ไร้เงินสด
วีซ่า ผู้นำบริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก จับมือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) หนึ่งในสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย ประกาศเปิดตัวบริการรับชำระเงินผ่านบัตรบนรถตุ๊กตุ๊กในพื้นที่นำร่องของกรุงเทพฯ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Visa Destinations Thailand ที่มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมยกระดับการเดินทางในชีวิตประจำวันให้ง่ายและไร้เงินสดมากขึ้น การจ่ายเงินผ่านบัตรบนรถตุ๊กตุ๊กช่วยให้คนขับรับผู้โดยสารได้มากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ได้พกเงินสด ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการเดินทางแบบดั้งเดิมของไทยในแบบที่ทันสมัยและสะดวกขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยที่มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นในทุกจุด
นายแอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า การเดินทางในแต่ละวันคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ผู้คนสัมผัสกับเมือง และการจ่ายเงินก็ควรง่ายไม่แพ้กัน ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของ Visa Destinations Thailand ในการเชื่อมการเดินทางแบบไทย ๆ เข้ากับระบบการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้ลื่นไหลขึ้น และคนขับตุ๊กตุ๊กรับเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น"
ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารชั้นนำของประเทศ มุ่งมั่นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างตรงจุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นในทุกวัน การขยายบริการแตะจ่ายสู่รถตุ๊กตุ๊กไม่ใช่แค่การช่วยคนขับ แต่ยังทำให้การเดินทางของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติราบรื่นขึ้นอย่างแท้จริง โดยเราตั้งเป้าขยายการเข้าถึงการจ่ายเงินแบบไร้เงินสดในพื้นที่รถตุ๊กตุ๊กยอดนิยมทั่วกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง
โครงการรับชำระเงินรถตุ๊กตุ๊กแบบไร้เงินสดครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของวีซ่าและธนาคารกรุงไทยในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการชำระเงินดิจิทัลของประเทศไทย เสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อย และยกระดับประสบการณ์การเดินทางในเมืองให้สะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้นในกรุงเทพฯ
โครงการจะเริ่มในระยะนำร่องในพื้นที่ที่มีการสัญจรหนาแน่นทั่วใจกลางกรุงเทพฯ ครอบคลุมย่านการค้าสำคัญ ย่านธุรกิจ และแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม โดยในปี 2569 ระบบรับชำระเงินแบบไร้เงินสด จะรองรับการรับชำระเงินผ่านบัตรให้กับรถตุ๊กตุ๊กจำนวน 60–80 คันในระยะแรก เพื่อวางรากฐานสำหรับการขยายโครงการในวงกว้างต่อไป ในระยะยาว ธนาคารกรุงไทยตั้งเป้าขยายการติดตั้งไปยังรถตุ๊กตุ๊กในพื้นที่ยอดนิยมทั่วกรุงเทพฯ โดยวีซ่าและธนาคารกรุงไทยมีเป้าหมายร่วมกันให้รถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพฯ ราว 10-15% รองรับการรับชำระเงินผ่านบัตรได้ภายในปี 2570 จากจำนวนรถตุ๊กตุ๊กทั้งหมดในกรุงเทพฯ ที่คาดว่ามีประมาณ 9,000–10,000 คัน
รถตุ๊กตุ๊กที่เข้าร่วมโครงการจะติดตั้งระบบรับชำระเงินแบบไร้เงินสด รองรับการรับชำระเงินผ่านบัตร ครอบคลุมทั้งบัตรที่ออกโดยธนาคารในประเทศและบัตรวีซ่าจากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือตะวันออกกลาง นักเดินทางทุกสัญชาติจึงสามารถจ่ายเงินได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินสด ทั้งนี้เป็นไปตามข้อกำหนดของผู้ออกบัตรแต่ละราย
ธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่เป็นธนาคารหลักในการดูแลการรับสมัครร้านค้าและผู้ประกอบการ และการดำเนินงานในประเทศ ส่วนวีซ่าสนับสนุนโครงสร้างเครือข่ายการชำระเงินและความเชี่ยวชาญระดับโลก เพื่อให้ทุกธุรกรรมปลอดภัยและเชื่อถือได้ ความร่วมมือนี้ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการขนส่งท้องถิ่น และผลักดันการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เติบโต

Go To Lead


ธ.ก.ส. -สำนักข่าวกรองแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อน
มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยหน่วยงานรัฐฝ่ายพลเรือน
นายเกรียงไกร กัลหะรัตน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยหน่วยงานของรัฐฝ่ายพลเรือน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของ ธ.ก.ส. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายพลเรือน ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการงานด้านความปลอดภัย และการรักษาความลับของทางราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยได้รับเกียรติจากนายวีรศักดิ์ ทิพย์มณเฑียร รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นวิทยากรในการให้ความรู้ และนายมานพ จินาไหม ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เข้าร่วมการประชุม ณ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ให้ความสำคัญกับการยกระดับตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยหน่วยงานของรัฐ ฝ่ายพลเรือนในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งการพิทักษ์ข้อมูลข่าวสารลับ บุคลากร และสถานที่ ตลอดจนการดูแลความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสนับสนุนการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. ให้เกิดความมั่นคง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Go To Lead


เกียรตินาคินภัทร-เจนเนอราลี่ เปิดตัว “KKPGEN Flow 678”
โซลูชันเพื่อแผนการเงินที่ลื่นไหล การันตีเงินคืน 8% ต่อเนื่อง
นางเกษรา เลียงชเยศ ประธานสายธนบดีธนกิจและหัวหน้าฝ่ายตลาดผลิตภัณฑ์การเงิน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานและครอบครัวรุ่นใหม่ที่ต้องการทั้ง ‘ความมั่นคง’ และ ‘สภาพคล่อง’ ควบคู่กัน KKPGEN Flow 678 จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นมากกว่าประกันชีวิต แต่คือเครื่องมือบริหารกระแสเงินสดที่ช่วยให้ลูกค้าวางแผนอนาคตเพื่อตัวเองและคนที่รักได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรองยามเกษียณ ทุนการศึกษาหรือเงินออมในรูปแบบประกันชีวิต ในระยะยาวที่เติบโตไปพร้อมกับอนาคตของบุตรหลาน”
นางสาวยุวดี งานทวีกิจ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจของธนาคารเกียรตินาคินภัทรกับเจนเนอราลี่ ประกันชีวิต ที่ต้องการคัดสรรโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุมในทุกช่วงชีวิต สำหรับ ‘KKPGEN Flow 678’ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความแน่นอนให้กับแผนการเงินในยุคที่ปัจจัยภายนอกมีความผันผวนสูง โดยเน้นจุดเด่นที่ลูกค้าสามารถคาดการณ์กระแสเงินสดจากเงินคืนได้อย่างชัดเจน เพื่อนำไปต่อยอดเป้าหมายอื่น ๆ ได้อย่างคล่องตัว
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังถูกออกแบบมาให้เข้าถึงง่ายและไม่ซับซ้อน ไม่จำกัดเพียงแค่กลุ่มลูกค้าสินทรัพย์สูงเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนทำงานและครอบครัวที่ต้องการสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยเสริมความมั่นใจให้ลูกค้าสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ KKPGEN Flow 678 รับเงินคืนระหว่างสัญญา 8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยทุกปี ตั้งแต่สิ้นปีแรกที่ทำประกัน จนถึงอายุ 77 ปี โดยไม่ถูกหักภาษี
ชำระเบี้ยสั้นเพียง 6 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 78 ปี มั่นใจในความแน่นอน ไม่ต้องแบกรับภาระจ่ายเบี้ยประกันระยะยาว คุ้มครองชีวิตสูงสุดถึง 700% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ตามปีกรมธรรม์ที่กำหนดรับเงินคืนครบกำหนดสัญญา 600% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเมื่ออายุครบ 78 ปีสมัครได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือน ถึง 60 ปี
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทรทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ โทร. 02-165-5555 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ KKPGENFlow 678 คลิก ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ KKPGEN Flow 678 พิเศษ! วางแผนทางการเงินด้วย KKPGEN Flow 678 วันนี้ รับ Cashback โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
หมายเหตุ:พิจารณารับประกันภัยโดย บมจ. เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่องในการเสนอประกันชีวิต เท่านั้น หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนดผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

Go To Lead


ทีทีบี แจ้งผลโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4
สามารถซื้อหุ้นคืนได้ 100% หรือเต็มวงเงิน 9,245 ล้าน
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 ทีทีบีสามารถซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นทั้งรายย่อยและนักลงทุนสถาบันรวมเป็นมูลค่า 9,245 ล้านบาท หรือคิดเป็น 100% ของวงเงินที่กำหนดไว้ ซึ่งเมื่อรวมผลจากการซื้อหุ้นคืนทั้ง 4 ครั้ง ธนาคารสามารถบรรลุเป้าหมายการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 21,000 ล้านบาท ได้เร็วกว่ากำหนดถึง 1 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนที่มีความผันผวน
ขณะเดียวกันด้านฐานะเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่ง โดยจากการประมาณการระดับเงินกองทุนภายหลังการซื้อหุ้นคืน 21,000 ล้านบาท รวมไปถึงการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio : CAR) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 19% ซึ่งเป็นระดับที่เทียบเคียงได้กับธนาคาร D-SIBs แห่งอื่น ๆ และยังคงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท. ที่กำหนดไว้ที่ 12.0% อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ในส่วนของ ING Bank N.V. ที่ได้แจ้งข่าวเกี่ยวกับการขายหุ้นคืนบางส่วนให้กับทีทีบีภายใต้โครงการซื้อหุ้นคืน ING ระบุว่า เป็นการดำเนินการตามกลยุทธ์การบริหารส่วนทุนและพอร์ตการลงทุน ทั้งนี้ ภายหลังการขายหุ้นคืนบางส่วน ING ยังคงมีสัดส่วนการถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ประมาณ 17.5% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้ว และยังคงให้ความสำคัญกับความร่วมมือที่มีกับทีทีบีมาอย่างยาวนาน
นายปิติ กล่าวสรุป การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของ ING ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นและโครงสร้างการบริหารจัดการแต่อย่างใด โดย ING ยังคงอยู่ในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) และกระทรวงการคลัง
ในด้านนโยบายการดำเนินธุรกิจ หรือทิศทางเชิงกลยุทธ์ของธนาคารก็ไม่มีผลกระทบเช่นกัน โดยทีทีบียังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทย และการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นของธนาคาร ซึ่งรวมถึงการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2568 ไปจนถึงปี 2571
ทั้งนี้ จากการที่ธนาคารสามารถดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนได้เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ จึงทำให้มีความยืดหยุ่นในแง่ของกรอบเวลาสำหรับการดำเนินโครงการครั้งถัดไป ซึ่งธนาคารจะพิจารณากำหนดรูปแบบและวิธีการซื้อหุ้นคืนให้เหมาะสมโดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องรวมทั้งแนวโน้มภาวะตลาดทุน เพื่อให้การซื้อหุ้นคืนในแต่ละครั้งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น

Go To Lead


BAM ฉายภาพวิวัฒนาการตลาดซื้อขายหนี้ไทย จากอดีตสู่อนาคต
สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนสถาบันจากนิวยอร์ก
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมทีมผู้บริหารและส่วนนักลงทุนสัมพันธ์และบริการผู้ถือหุ้น บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ให้การต้อนรับ Mr. Mark Wright, Portfolio Manager and Senior Research Analyst จาก First Eagle Investment Management (FEIM) ประเทศสหรัฐอเมริกา ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมกิจการ ณ สำนักงานใหญ่ BAM ซึ่ง FEIM เป็นบริษัทจัดการลงทุนระดับโลกจากนครนิวยอร์ก ที่มีชื่อเสียงด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) และการสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้แก่ลูกค้าสถาบันและกองทุนชั้นนำทั่วโลก โดยการเยี่ยมชมกิจการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพธุรกิจ แนวโน้มอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์ และโอกาสการเติบโตของ BAM ในฐานะผู้นำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ของประเทศไทย
ในโอกาสดังกล่าว BAM ได้นำเสนอภาพรวมผลการดำเนินงาน กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ และทิศทางการเติบโตในระยะยาว พร้อมฉายภาพวิวัฒนาการของตลาดซื้อขายหนี้และธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ของประเทศไทย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินไทย สู่การพัฒนาอุตสาหกรรม AMC ในปัจจุบัน และแนวโน้มการเติบโตในอนาคตภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ทิศทางตลาดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แนวโน้มหนี้ภาคครัวเรือน ตลอดจนบทบาทของธุรกิจ AMC ในการสนับสนุนเสถียรภาพของระบบการเงินและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การเข้าเยี่ยมชมกิจการในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่มีต่อศักยภาพของ BAM และอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์ของไทย ที่ตอกย้ำบทบาทของ BAM ในฐานะองค์กรชั้นนำที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
“ตลอดระยะเวลากว่า 27 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรม AMC ของไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากกลไกแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ สู่การเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการหนี้และสร้างความยั่งยืนให้ระบบการเงินของประเทศ ซึ่ง BAM ในฐานะผู้นำธุรกิจ AMC พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและแนวทางการบริหารสินทรัพย์ เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว” ดร.รักษ์ กล่าว

Go To Lead


กรุงศรี 'คาด' เงินบาทซื้อขายในกรอบ 32.50-33.20
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงศรีฯมีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-33.20 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.83 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.51-32.94 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ โดยดัชนีดอลลาร์แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.00% ตามคาดพร้อมแสดงท่าทีปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนราคาน้ำมันดิบปรับลดลงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่คลายตัว แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯกลับพุ่งขึ้นหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)คงดอกเบี้ยไว้ในช่วง 3.50-3.75% ขณะที่ Warsh ประธานเฟดคนใหม่ย้ำว่าจะไม่ยอมให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเท่ากับตัดความเป็นไปได้ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้ออกไป อีกทั้งผู้ร่วมตลาดได้ปรับมุมมองสะท้อนความเป็นไปได้ที่เฟดจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 494 ล้านบาท และ 912 ล้านบาท ตามลำดับ
ภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า นักลงทุนจะให้ความสนใจกับดัชนีราคาค่าใช้จ่ายบริโภคส่วนบุคคลเดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายของเฟดภายใต้การนำของ Warsh ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารนโยบายและลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้า (Forward Guidance) ภาวะดังกล่าวอาจส่งผลให้ตลาดพันธบัตรผันผวนสูงขึ้นและนักลงทุนจะให้น้ำหนักน้อยลงต่อค่ากลางของประมาณการดอกเบี้ย (Dot Plot) ซึ่งจัดทำโดยเจ้าหน้าที่เฟด นอกจากนี้ ในกรณีที่ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านสามารถบรรลุผลและคงอยู่ได้แม้จะมีความไม่แน่นอนระหว่างทาง เงินเฟ้อขาลงจากฝั่งพลังงานจะชัดเจนมากขึ้นภายในช่วงปลายปีนี้และต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯมีแนวโน้มเข้าใกล้จุดสูงสุดแล้ว ทำให้เรามองว่าสถานการณ์ที่เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยยังคงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย แม้ว่าล่าสุดเฟดจะปรับท่าทีเชิงเข้มงวดมากขึ้นก็ตาม
สำหรับปัจจัยในประเทศ กรุงศรีคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ในการประชุมวันที่ 24 มิถุนายน เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำ จึงมีเหตุผลจำกัดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เว้นแต่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและทะลุกรอบเป้าหมายต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com