Greennist
Hot News: สศก. เผย 8 เดือนแรกภาพรวมไทยยังได้เปรียบ
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

สศก. เผย 8 เดือนแรกภาพรวมไทยยังได้เปรียบ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยถึงสถานการณ์ดุลการค้าสินค้าเกษตร ซึ่งจากความตกลงเขตการค้าเสรีของไทยภายใต้กรอบเจรจาต่างๆ ที่ได้มีผลบังคับใช้ไปแล้วกับ 10 คู่เจรจา ได้แก่ อาเซียน จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย เปรู ชิลี และล่าสุดฮ่องกง (เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 11 มิถุนายน 2562) สศก. ได้มีการติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากรตอนที่ 01-24 และพิกัด 4001 ยางพาราธรรมชาติ) พบว่า 8 เดือนแรกของปี 2562 (มกราคม – สิงหาคม) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ไทยยังคงรักษาความได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรในภาพรวม โดย อาเซียน ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 144,838 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 16 จากการส่งออกข้าวและน้ำตาลลดลง) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผลไม้ (ทุเรียน ลำไยสด/แห้ง มังคุด) จีน ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 112,843 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด) ยางพารา และผลิตภัณฑ์แป้งจากธัญพืช ญี่ปุ่น ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 91,715 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 2 เป็นผลจากการส่งออกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ ปลาและสัตว์น้ำลดลง) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ อาหารปรุงแต่ง ปลาและสัตว์น้ำ และยางพารา ฮ่องกง ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 20,854 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน) ข้าว และอาหารปรุงแต่ง เกาหลีใต้ ไทยได้เปรียบดุลการค้า มูลค่า 14,210 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 25) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล อาหารปรุงแต่ง และยางพารา และ ออสเตรเลีย ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 5,207 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 23 เป็นผลจากการส่งออกอาหารปรุงแต่งลดลง) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ อาหารปรุงแต่ง ของปรุงแต่งจากธัญพืช/นม และซอส/เครื่องปรุง
พบว่า มีประเทศเปรู อินเดีย และนิวซีแลนด์ ที่ไทยเสียเปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้น โดย เปรู ไทยยังคงเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่า 258 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 22) จากการส่งออกปลาและสัตว์น้ำ และผลไม้ (องุ่นสด) เพิ่มขึ้น อินเดีย ไทยเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่า 2,487 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 382) ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้ากาแฟ ชา เครื่องเทศ และประมงเพิ่มขึ้นมาก ส่วน นิวซีแลนด์ ไทยเสียเปรียบดุลการค้ามูลค่า 9,602 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 33) ซึ่งเกิดจากนำเข้านมผง ผลไม้ (แอปเปิ้ล และกีวี) และปลารวมทั้งสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้กับวัตถุดิบในการแปรรูปต่อไปในขณะที่ ชิลี ไทยเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่า 1,790 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 25) จากการนำเข้าปลาและสัตว์น้ำ และผลไม้ลดลง
ทิศทางการค้าสินค้าเกษตรกับคู่เจรจา FTA ในช่วง 8 เดือน ค่อนข้างชะลอตัวกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นของไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้เปรียบดุลการค้า 375,530 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 5) จากการส่งออกผลไม้และยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพของไทย เลขาธิการ สศก. กล่าว

Go To Lead


โลจิสติกส์มังคุดอินทรีย์ภาคใต้ เกษตเสียค่าจ้างมากที่สุด
นายสุธรรม ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษา เรื่อง การจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษา มังคุดอินทรีย์ ปี 2561 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 (สศท.9) จังหวัดสงขลา ได้สำรวจข้อมูลเกษตรกรผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา พัทลุง และสตูล ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) เพื่อศึกษาระบบโลจิสติกส์สินค้ามังคุดอินทรีย์ และแนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์ สำหรับให้หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการต่าง ๆ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ส่งออก รวมถึงผู้สนใจ สามารถใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการ ส่งเสริมและวางแผนในด้านการจัดการโลจิสติกส์มังคุดอินทรีย์ จากการสำรวจพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรผลิตมังคุดอินทรีย์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) รวม 8 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรในจังหวัดสงขลา 3 ราย พัทลุง 2 ราย และสตูล 3 ราย โดยเกษตรกรมีเนื้อที่ผลิตมังคุดอินทรีย์ 3 จังหวัดรวม 24.62 ไร่ หรือเฉลี่ยรายละ 3.08 ไร่ ได้รับผลผลิตเฉลี่ย 1,683 กิโลกรัม/ปี หรือ 546 กิโลกรัม/ไร่ โดยมีผลผลิตสูงกว่ามังคุดทั่วไปที่ให้ผลผลิต 522 กิโลกรัม/ไร่
สำหรับค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ พบว่า เกษตรกรผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ มีค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ประมาณ 9.77 บาท/กิโลกรัม/ปี แบ่งเป็น 1) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต ได้แก่ ค่าสั่งซื้อปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.07 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าขนส่งปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.43 บาท/กิโลกรัม/ปี และค่าเสื่อมโรงเรือนเก็บปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.47 บาท/กิโลกรัม/ปี 2) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายมังคุดอินทรีย์ภายในแปลง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายแรงงานในครัวเรือนที่ใช้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 2.04 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าใช้จ่ายแรงงานจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 3.55 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าอาหารเครื่องดื่มสำหรับแรงงานเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 0.21 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าใช้จ่ายติดต่อลูกค้าเฉลี่ย 0.29 บาท/กิโลกรัม/ปี และค่าความสูญเสียของมังคุดอินทรีย์ จากการเคลื่อนย้ายในแปลง เฉลี่ย 0.40 บาท/กิโลกรัม/ปี และ 3) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายขนส่งมังคุดอินทรีย์นอกแปลง ได้แก่ ค่าขนส่งผลผลิตเฉลี่ย 1.80 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าบรรจุภัณฑ์เฉลี่ย 0.26 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าทำตราสินค้าเฉลี่ย 0.25 บาท/กิโลกรัม/ปี ทั้งนี้ จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเห็นได้ว่า เกษตรกรเสียค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพื่อจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตมากที่สุด รองลงมาคือ ค่าขนส่งผลผลิตนอกแปลง ค่าเสื่อมโรงเรือน ซึ่งเป็นค่าเสื่อมโรงเรือนในการเก็บปัจจัยการผลิต และค่าขนส่งปัจจัยการผลิต เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าจ้างในการขนส่ง ตามลำดับ
ปัจจุบันเกษตรกรมีการตื่นตัวและสนใจทำการผลิตมังคุดอินทรีย์เพิ่มขึ้น เนื่องจากการผลิตแบบอินทรีย์เป็นการให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคซึ่งแนวทางในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ควรมีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อาทิ มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าในด้านสภาพอากาศ เพื่อการวางแผนในการจัดซื้อจัดหาปัจจัยการผลิตและการควบคุมคุณภาพผลผลิต มีการศึกษา วิจัยด้านนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิต เคลื่อนย้ายผลผลิต และคัดเกรดผลผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าจ้างเก็บเกี่ยวที่มีค่าใช้จ่ายสูง พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางตลาดออนไลน์ สร้างเครือข่าย และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมังคุดอินทรีย์กับมังคุดทั่วไป ทั้งในเรื่องคุณภาพ รสชาติ และความปลอดภัย ตลอดจนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ดำเนินการเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้มีสิทธิพิเศษที่แตกต่างจากการทำเกษตรทั่วไปเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำการผลิตแบบอินทรีย์มากขึ้น สำหรับท่านที่สนใจผลการศึกษาข้างต้น สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 โทร 0 7431 2996 หรือ อีเมล zone9@oae.go.th และในส่วนของเกษตรกรที่อยากผลิตมังคุดอินทรีย์หรือสินค้าเกษตรอื่นๆ สามารถขอคำปรึกษารวมไปถึงการขอตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) ได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com