Greennist
Hot News: 'ซีพีเอฟ' ปลูกจิตสำนึกพนักงานดูแลชุมชน
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English

ประกาศ 'ราคากลาง' กุ้งขาวแวนนาไม
นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย นำทีมผู้เลี้ยงกุ้ง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมประกาศราคากลาง กุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นราคาปากบ่อ เพื่อใช้เป็นที่อ้างอิงการซื้อขาย เพื่อการบริโภคภายในประเทศ (เช่น ราคาข้าวกำนันทรง และอื่นๆ) หวังคนไทยได้กินกุ้งคุณภาพจากฟาร์มเพิ่ม ในราคาที่เป็นธรรม ฟื้นราคาช่วยผู้เลี้ยง ให้มีเสถียรภาพ พร้อมช่วยภาคส่งออกให้เข้มแข็ง นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ได้เปิดเผยถึงมติของสมาพันธ์ฯ ตัวแทนพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย หลังจากมีการประชุมเฉพาะกิจ เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2561 ว่าสมาพันธ์ซึ่งประกอบไปด้วย ชมรมกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งสหกรณ์ต่างๆทั่วประเทศ มีมติให้มีราคากุ้งของสมาพันธ์ฯขึ้น ซึ่งเป็นราคาที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้บริโภคและต่อพี่น้องเกษตรกรผู้ผลิต หลังจากที่อดีตที่ผ่านมา การกำหนดราคาสินค้ากุ้ง เป็นของพ่อค้าคนกลาง หรือของกลุ่มคน องค์กร ที่ไม่ได้ถือเป็นผู้ผลิตโดยตรง ทำให้ที่ผ่านมา เกษตรกรอยู่ในภาวะจำยอม หวานอมขมกลืน มาโดยตลอด ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้ผลิตสินค้าแท้ๆ แต่ไม่สามารถกำหนดราคา ให้กับสินค้าตัวเองได้ เช่นสินค้าอื่นๆของต่างประเทศ อาทิ ไวน์ เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ ทั้งที่เป็นอาหารซึ่งมีความจำเป็นต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ที่ผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันอย่างที่ทราบกัน ทั้งที่ผู้ผลิตสินค้ามีสิทธิ์ในการตั้งราคาสินค้าของตนเองขายในราคาที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การให้ผู้อื่นมากำหนดราคาสินค้าให้ตัวเองส่งผลให้ที่ผ่านมาพี่น้องเกษตรกร มักไม่ได้รับความเป็นธรรม ในเรื่องของราคาเท่าไรนัก มีปัญหาถูกกดราคาอยู่เสมอ
ดังนั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพราคากุ้งในประเทศที่เป็นธรรมต่อพี่น้องเกษตรกรที่มุ่งผลิตกุ้งคุณภาพเป็นธรรมต่อผู้บริโภค สมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย จึงขอประกาศราคากุ้งขาวแวนนาไมปากบ่อบริโภคในประเทศ ดังนี้ กุ้งขนาด 100 ตัว/กก. ราคา 130 บาท/กก. ขนาด 90 ตัว/กก. ราคา 140 บาท/กก. ขนาด 80 ตัว/กก. ราคา 150 บาท/กก.ขนาด 70 ตัว/กก. ราคา 160 บาท/กก. ขนาด 60 ตัว/กก. ราคา 170 บาท/กก. ขนาด 50 ตัว/กก. ราคา 190 บาท/กก. ขนาด 40 ตัว/กก. ราคา 210 บาท/กก.ขนาด 30 ตัว/กก. ราคา 230 บาท/กก. และขนาด 20 ตัว/กก. ราคา 250 บาท/กก. ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม (ประกาศเมื่อ 20 พฤษภาคม 2561) โดยสมาพันธ์ฯจะมีการประกาศราคากลางในทุกวัน และในทุกจังหวัดที่มีการเลี้ยงกุ้ง ภาคการส่งออก ซึ่งถือเป็นปลายทางของห่วงโซ่การผลิตกุ้ง เป็นผู้นำกุ้งของเกษตรกรผู้เลี้ยงไปขายนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยสมาพันธ์ฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ต้องรีบดำเนินการที่สุดคือการฟื้นภาคส่งออกให้เข้มแข็ง เราเข้าใจสถานการณ์แล้วว่า เหลือเวลาอีกไม่มากที่ต้องช่วยภาคส่งออกให้เข้มแข็งและสามารถรับออเดอร์กลางปีนี้ให้ได้ การรณรงค์บริโภคกุ้งภายใน เราตั้งใจทำเพิ่มเพื่อผู้บริโภค และเพื่อบรรเทาอาการตระหนกของผู้เลี้ยงกุ้งที่กลัวราคาตกลงอีก และรีบจับขาย จำเป็นต้องชลอกุ้งที่เข้าตลาดมหาชัยให้น้อยลง แม่ค้าจะกลับมาที่บ่อ จะได้มีราคากลางต่อรองกัน ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยมุ่งผลิตกุ้งคุณภาพสูง ปลอดภัย ภายใต้นโยบายของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมาตรสากลต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศอย่างที่ทราบกัน จึงอยากเห็นคนไทยได้มีโอกาสกินกุ้ง บริโภคกุ้งคุณภาพปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม เพิ่มมากขึ้น และจะได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งสมาพันธ์กำลังประสานให้มีการบริโภคทุกจังหวัด ทั้งแมคโคร โลตัส ซึ่งทุกฝ่ายทั้งภาครัฐโดยกรมประมง กรมการค้าภายใน ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ และส่วนเกี่ยวข้อง พยายามช่วยกันอย่างเต็มที่ เพื่อกู้วิกฤติราคาตกต่ำ ที่สมาพันธ์ฯต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้ การดำเนินกิจกรรมของสมาพันธ์ฯ เน้นรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และอุตสาหกรรมกุ้งโดยรวมของประเทศ ยันเป็นราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคและทุกฝ่าย

Go To Lead


'ซีพีเอฟ' ปลูกจิตสำนึกพนักงานดูแลชุมชน
นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ เป็นประธานมอบรางวัล 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน กล่าวว่า การจัดประกวดโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้รางวัลสามประโยชน์สู่ความยั่งยืน เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งการมอบรางวัลในวันนี้ เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท โดยโครงการที่ได้รับรางวัลฯ จะเป็นต้นแบบให้โรงงานและฟาร์มอื่นๆ ได้นำไปปฏิบัติ ซีพีเอฟในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ภายใต้วิสัยทัศน์ 'ครัวของโลก' ยึดปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท โดยเฉพาะในพื้นที่ประกอบกิจการของซีพีเอฟ ซึ่งมีทั้งโรงงานและฟาร์มที่สามารถใช้ขีดความสามารถของเราในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดีขึ้นควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ
นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า รางวัลด้านความรับผิดชอบต่อสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของการปลูกจิตสำนึกและส่งเสริมพนักงานมีส่วนร่วมกับชุมชนสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พนักงานเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ช่วยเหลือชุมชน และมองว่าทุกคนเป็นพี่น้องที่เราต้องช่วยกันดูแล ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของเราที่จะร่วมอยู่ร่วมเจริญไปด้วยกัน โครงการ 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน แบ่งเป็น 6 ประเภท คือ 1. ด้านอาหารมั่นคง 2. ด้านสังคมพึ่งตน 3. ด้านดินน้ำป่าคงอยู่ 4. ด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพนักงาน 5. ด้านส่งเสริมบรรยากาศของสถานที่ทำงาน และ 6. ด้านการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งในปี 2560 มีสายธุรกิจที่ส่งโครงการเข้าร่วม 32 โครงการ พิจารณารางวัลโดยกรรมการภายใน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ประกอบด้วย นักวิชาการอิสระด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ผลการพิจารณามีโครงการที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม 8 โครงการ รางวัลดีเด่น 7 โครงการ และรางวัลชมเชย 11 โครงการ
สำหรับโครงการฯที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม 8 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต โรงเรียนบ้านใหม่สำโรง 2. โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต โรงเรียนบ้านคลองยางมูลบนอุปถัมภ์ 3. โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต โรงเรียนบ้านวังใหญ่ 4. โครงการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาสินค้าชุมชนบ้านหนองพยอม 5. โครงการศูนย์การเรียนรู้เกษตรผสมผสานแบบเศรษฐกิจพอเพียงบ้านดอนวัว 6. โครงการเศรษฐกิจพอเพียงการทำปุ๋ยหมักชีวภาพนาโน 7. โครงการสวนป่าชุมชน โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร และ 8. โครงการปลูกป่าเชิงนิเวศในชุมชนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า นอกจากมอบรางวัล 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนแล้ว ยังมี 2 โครงการที่ได้รับรางวัลแหล่งเรียนรู้ โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต คือ โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต โรงเรียนบ้านใหม่สำโรง และ โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต โรงเรียนบ้านคลองแขยง ได้รับคัดเลือกให้เป็น 2 โรงเรียนนำร่องเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านอาหารและโภชนาการในโรงเรียนและชุมชน
นายบุญเชียร พัลพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจครบวงจรส่งออกสระบุรี และไก่เหนือ-กลาง ผู้รับผิดชอบโครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต โรงเรียนบ้านใหม่สำโรง ซึ่งเป็น 1 ในโครงการที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม รางวัลโครงการ 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน กล่าวว่า บริษัทฯเห็นปัญหาของโรงเรียนในพื้นที่ว่ามีปัญหาเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านภาวะโภชนาการของเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของซีพีเอฟที่มุ่งมั่นมีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงอาหารที่มีโภชนาการที่ดี จึงได้เข้าไปสนับสนุนโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง ด้วยการถ่ายทอดความรู้ให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้การปลูกผัก เลี้ยงไก่ เพาะเห็ด หลังจากริเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน พบว่าปัญหาภาวะโภชนาการของเด็กลดลงมาโดยตลอด ไม่พบเด็กนักเรียนที่มีปัญหาภาวะโภชนาการขาด (ผอมและเตี้ย)แล้ว นอกจากนี้ มีการขยายผลสู่ชุมชน แบ่งปันทักษะด้านการเกษตร สร้างอาชีพและรายได้แก่ชุมชน อาทิ โครงการเห็ดพอเพียง โครงการที่ชาวบ้านเรียนรู้วิธีการเพาะเห็ดแล้วนำไปทำเองที่บ้าน ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือน

Go To Lead


ดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว พุ่งกว่า 50%
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ของเกษตรกรในกลุ่มสินค้าข้าว สศก. พบว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าสินค้าอื่นๆ โดยดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก ในระยะ 4 เดือน ปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.2561) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย. 2560) ร้อยละ 50.44 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.61 และดัชนีราคาข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.18 หากแยกตามชนิดของพันธ์ข้าวแล้ว รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 61.55 ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.35 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐที่มีออกมาเป็นระยะๆ และความพยายามที่จะบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้ได้ทั้งระบบเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการบริการจัดการสินค้าข้าว คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2560/61 แบ่งเป็น ด้านการผลิต การตลาดและการเงิน ซึ่งในระยะยาว ยังกำหนดแนวทางในการรักษาเสถียรภาพสินค้าข้าว ได้แก่ ดำเนินการแผนการผลิตและตลาดข้าวครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ขยายการทำนาแบบแปลงใหญ่ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวอินทรีย์ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงตลาดกับการผลิตล่วงหน้า ยกระดับมาตรฐานคุณภาพข้าว ลดการปลูกข้าวรอบ 2 ดึง Supply ส่วนเกินออกในช่วงผลผลิตออกมาก ผลักดันการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแปรรูปข้าว และพัฒนาระบบ E-Agriculture เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ช่วงเดือน มกราคม-พฤษภาคม 61 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2560 โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 13,529 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 9,207 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,785 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 7,514 บาท ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลมาจากเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปี 2560/61 ประกอบกับบางพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลง ในขณะที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงมีความต้องการข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อ 24 เมษายน 2561 รัฐบาลได้ออกมาตรการเกษตรประชารัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส. เพื่อเป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกร ไม่เฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเท่านั้น ภายใต้มาตรการนี้ มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 90,000 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. เป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรดีกว่าให้ไปกู้หนี้นอกระบบมาลงทุนทำการเกษตร เป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกรเป้าหมาย 3 ล้านราย วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 30,000 บาท ผ่านบัตรสินเชื่อเกษตรกร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต หรือเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กที่มีมูลค่าไม่เกิน 10,000 บาท 2) โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 3,600 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส. เป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดเพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกของสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไป เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร 300 แห่ง (วงเงินกู้ ธ.ก.ส. จะวิเคราะห์ตามศักยภาพและความจำเป็น) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 200 แห่ง วงเงินกู้แห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท

Go To Lead


'ทุ่ม' งบภาคเกษตร 24,993 ล้าน
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เห็นชอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวนทั้งสิ้น 24,993 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 แผนงานคือ 1) แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพ วงเงินรวมประมาณ 24,300 ล้านบาท แบ่งเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 23,796 ล้านบาท (17 โครงการ) และกระทรวงอุตสาหกรรม 498 ล้านบาท (2 โครงการ) และกระทรวงพาณิชย์ 6 ล้านบาท (1 โครงการ) และ 2) แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต มี กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ โดยเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 693 ล้านบาท (2 โครงการ) และได้วิเคราะห์ผลกระทบของโครงการไทยนิยม ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจภาพรวม และประโยชน์ที่เกิดขึ้นเกษตรกร พบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจภาพรวม งบประมาณที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทั้งสิ้น 24,993 ล้านบาท จะก่อให้เกิดการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 63,599 ล้านบาท (2.54 เท่าของงบประมาณ) โดยแบ่งออกเป็นด้านการผลิต 47,563 ล้านบาท จากค่าจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในโครงการลงทุนก่อสร้าง ส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าวัสดุที่เกี่ยวเนื่องในระบบห่วงโซ่การผลิต และด้านรายได้ 16,035 ล้านบาท จากค่าจ้างแรงงานในโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นรายได้แรงงานที่จะถูกนำไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคของครัวเรือนและกระจายไปเป็นรายได้ของร้านค้ารวมถึงธุรกิจในชุมชนที่ต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อเกษตรกร วัดจากผลได้ที่เกษตรกรได้รับจากกิจกรรมโครงการต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เช่น รายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และโครงสร้างพื้นฐานที่ก่อสร้างเพิ่มขึ้นหรือพัฒนาให้ดีขึ้น โดยผลวิเคราะห์ พบว่า เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 35,304 ล้านบาท/ปี โดยเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานในการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 2.12 ล้านไร่ คิดเป็น 10,288 ล้านบาท กิจกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิตและการพัฒนาทักษะอาชีพ 23,897 ล้านบาท กิจกรรมการลดต้นทุนการผลิตด้วยการสนับสนุนเมล็ดพืชและสัตว์พันธุ์ดี 874 ล้านบาท และกิจกรรมเสริมศักยภาพธุรกิจสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 245 ล้านบาท นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น จากกิจกรรมการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ 1,341 แห่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำการเกษตรในอนาคต ทั้งในพื้นที่นอกเขตชลประทาน และพื้นที่ ส.ป.ก.

Go To Lead


[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com