v I Click News :: ทางด่วนข้อมูลข่าวสารออนไลน์ 24 ชั่วโมง ::
ITC/Sciences
Hot News: กสทช.'รุก' ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุและโทรทัศน์ผิดกฎหมาย
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
กสทช.'รุก' ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุและโทรทัศน์ผิดกฎหมาย ซิป้า 'ชี้'ดิจิตอลคอนเทนต์โต 40%
'แนะ'เรียนภาษาผ่าน App. IT CLICK:LG G Pro Lite Dual

กสทช.'รุก' ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุและโทรทัศน์ผิดกฎหมาย
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.ได้ตั้งศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุและโทรทัศน์ที่ผิดกฎหมาย เพื่อดำเนินการตรวจสอบเนื้อหา รายการ ที่ละเมิด ผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกรณีหมิ่นประมาท หรือโฆษณาเกินจริง โฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตเผยแพร่โฆษณาที่ไม่ได้ผ่านการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ออกอากาศผ่านฟรีทีวี เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม วิทยุหลัก และรวมถึงวิทยุชุมชน สำหรับกระบวนการตรวจสอบนั้นดำเนินการตรวจสอบโดยระบบซอฟต์แวร์ และการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะทำหน้าที่ติดตาม (มอนิเตอร์) สปอตโฆษณา และเนื้อหารายการ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแบบวินาทีต่อวินาที ระบบการตรวจสอบนี้เป็นการใช้เทคโนโลยีเทียบเคียงเสียงเรียกว่าออดิโอ ฟิงเกอร์ ปริ้นท์ ( Audio Finger Print ) จึงสามารถรายงานการออกอากาศทั้งหมดของโฆษณา หรือเนื้อหาที่กำหนดให้ตรวจสอบว่ามีการออกอากาศที่ช่อง หรือรายการใด ในช่วงเวลาใด หรือจำนวนการออกอากาศเท่าไหร่ พร้อมจัดเก็บเนื้อหาโฆษณา เนื้อหารายการ และไฟล์เสียงออกอากาศย้อนหลังเพื่อใช้ในการอ้างอิงเนื้อหาการออกอากาศ โดยจะมีการแสดงผลการทำงานแบบได้ทันที(Real-time) ทั้งนี้ระบบจะเก็บฐานข้อมูลโฆษณา (ดาต้าเบส) ไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ เป็นเวลา 60 วัน
สำหรับศูนย์ดังกล่าวช่วงแรกจะสามารถตรวจสอบได้ประมาณ 80 ช่อง ได้แก่ ทีวี 40 ช่อง และวิทยุ 40 ช่อง และหลังจากนั้นจะเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบเป็น 200 ช่อง เพื่อครอบคลุมได้ทั้งหมด ซึ่งจะเป็นการช่วยตรวจสอบข้อมูลแล้วดำเนินการส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต่อไป หากสำนักงานพบว่า มีช่องรายการ หรือวิทยุ ใดที่ไม่มาขออนุญาตประกอบกิจการกับทาง กสทช. และกระทำความผิด จะสั่งยุติสถานีทันที และดำเนินการตามกฎหมาย พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม 2498 และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551 ที่มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

Go To Lead


ซิป้า 'ชี้'ดิจิตอลคอนเทนต์โต 40%
นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า เปิดเผยว่า มูลค่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศไทยปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้น่าจะโต 12% โดยในส่วนของตลาดดิจิตอลคอนเทนต์ มีมูลค่าอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้ ตลาดดิจิตอลคอนเทนต์จะมีการเติบโตที่สูงคือเทียบเท่ากับตลาดสมาร์ทโฟนที่เคยคาดไว้อย่างไม่เป็นทางการว่าจะโตเกือบ 40% โดยมีปัจจัยมาจาก คนมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป มีการใช้งานบนโมบายมากขึ้น องค์กรต่าง ๆ มีการใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อช่วยในการติดต่อประชาสัมพันธ์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดดิจิตอลคอนเทนต์ ถือว่าอยู่ในกระแสที่ตลาดเป็นที่รู้จัก คนยอมรับทั้งในเรื่องของ เกม แอนิเมชั่น นิวส์มีเดีย อีเลิร์นนิ่ง การเกิดของช่องทีวีดิจิตอลขึ้น
ส่งผลให้มีการใช้ซอฟต์แวร์และกราฟิกในรายการ อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้ไป จะเห็นการทำหนังที่เป็นสารคดี หนังสั้นเพิ่มมากขึ้น โดนเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนของที่ใช้สื่อที่เป็นดิจิตอลมีผล เพราะน้อยกว่าการใช้คนหรือนักแสดงมาเป็นตัวแสดงในหนังแต่ละเรื่อง เพราะปัจจุบันดิจิตอลมีผลต่อกระแสสังคมยุคใหม่ได้ดีกว่า สำหรับปัจจัยทางการเมืองปัจจุบันผู้ประกอบการที่รับงานของรัฐบาลจะมีผลกระทบ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ระดับ 100 ล้านบาท ต้องชะลอตามไปด้วย แต่ในส่วนของภาคเอกชน น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ คือการเอาเทคโนโลยีไปเสริมสร้างประสิทธิภาพเข้าไปคุมการทำงาน เช่น เหตุการณ์ที่มีการเข้าที่ทำงานไม่ได้ การเดินทางไม่สะดวก จึงต้องมีระบบควบคุมสั่งการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถทำงานได้ทุกมุมโลก และการนำเทคโนโลยีไปทดแทนและขยายออกสู่ภูมิภาคตลาดโลก
“เทรนด์สังคมโลกไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจที่ถดถอย การแข่งขันที่รุนแรง ทั้งเอสเอ็มอี แบงก์ หรือ องค์กรใหญ่ ๆ ต้องมีการปรับตัว ถ้าไม่ปรับตัวจะอยู่ลำบาก จึงต้องหันมาใช้ซอฟต์แวร์แทนคน สำหรับการรับงานภาครัฐ ซึ่งผู้ประกอบการส่วนมากเป็นรายใหญ่ เชื่อว่าจะยังอยู่ได้ ต้องให้เวลา โครงการอาจช้าลงบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องลงทุน ตามแผนนโยบาย ตามงบประมาณที่ตั้งอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นประเทศจะตามประเทศอื่นไม่ทัน” นายไตรรัตน์กล่าว

Go To Lead


'แนะ'เรียนภาษาผ่าน App.
อ.อรภัค สุวรรณภักดี นักวิชาการอิสระ นักเขียนหนังสือทำตลาดบนเฟซบุ๊กฉบับประยุกต์แอพพลิเคชั่น เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมอาเซียน สิ่งสำคัญที่จะทำให้อุปสรรคทุกอย่างลุล่วงด้วยดีคือการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสาร ปัจจุบัน เด็กไทยนอกจากจะต้องเรียนภาษาอังกฤษที่ถือเป็นภาษากลางของทุกชาติแล้ว ผู้ปกครองส่วนมากมักต้องการให้เด็ก ๆ เหล่านี้เข้าใจ อ่านออก เขียนได้ในภาษาจีนด้วย เเละนอกจากนี้เเล้วยังมีภาษาอาเซียนอีกหลายภาษาที่อาจจะจำเป็นที่จะใช้ติดต่อสื่อสารต่อไป
ดังนั้น สิ่งที่ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ต้องพัฒนาคือ แอพ การเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาต่าง ๆ โดยเฉพาะภาษาจีนที่ถือเป็นหัวใจหลักของการค้าขายเพราะเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ เเละนอกจากนี้ภาษาจีนยังใช้ในการติดต่อประสานงาน และการท่องเที่ยวอีกด้วย
อ.อรภัค กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ เด็ก ๆ มักอ่านออกเสียงเพี้ยน เพราะไม่มีใครบอก แต่ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาท สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยในการอ่านออกเสียง ต่างจากในยุคอดีต เมื่อเด็กไม่รู้คำศัพท์ต้องเปิดพจนานุกรมของแต่ละภาษา และขนาดของเล่มก็มีความใหญ่โต พกพาลำบาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีแต่ภาษาเขียน ไม่มีตัวอย่างของการออกเสียง เเอพพลิเคชั่นในยุคปัจจุบันนอกจากจะฝึกฝนในเรื่องของการสนทนา การอ่านออกเสียงเเล้ว ก็ยังมีการเขียนอีกด้วย
ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไทยเพื่อตอบรับกับการหารายได้จากการท่องเที่ยวเเละธุรกิจการบริการ ซึ่งไม่เพียงเเต่ภาคการศึกษา ภาคการค้า ภาคท่องเที่ยวที่ต้องปรับตัว เเต่ยังมีภาครัฐที่อาจจะต้องศึกษาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ จะไปเรียนภาษาเพื่อนบ้านทุกภาษาคงเป็นไปไม่ได้สำหรับทุกคนในทุกภาคส่วน จึงแนะนำแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับดิกชันนารี สำหรับการเรียนภาษาผ่านแอพพลิเคชั่น อาทิ Oxford Dictionary, Advanced English หรือ Thai Dictionary เป็นต้น ซึ่งจะทำให้อ่านภาษาอังกฤษ ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมี กูเกิล ทรานสเลท (Google Translate) ซึ่งเป็นเเอพพลิเคชั่นช่วยให้แปลภาษาได้ไม่ต่ำกว่า 30 ภาษา โดยผู้ใช้งานไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาก็สามารถก๊อบปี้ แล้วนำไปวางช่องที่เตรียมไว้ เพียงแค่กดปุ่มแปลให้เป็นภาษาที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว หากท่านที่ต้องการจะใช้เว็บสามารถเข้าไปได้ที่ http:// translate.google.com ได้เช่นกัน แม้ กูเกิล ทรานสเลท จะมีข้อผิดพลาดบางคำศัพท์ แต่ก็ช่วยให้เข้าใจและเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ภาษาในทางลัดที่ง่ายและสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงเเต่เข้าถึง สมาร์ทโฟน”
ส่วนของภาษาจีน ก็มีแอพพลิเคชั่นให้อ่าน เขียน แปลภาษาเป็นไทยมากมาย อาทิ Learn Chinese, chinese-thai เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นได้คิดค้นไว้ ถือเป็นอีกช่องทางให้คนไทยได้เรียนรู้ภาษาให้เกิดประโยชน์ในการเปิดเออีซีได้อย่างดี นอกจากนี้ ยังมีแอพพลิเคชั่นภาษาจีนเพื่อธุรกิจ เเละการสนทนาในชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้งานคำศัพท์อีกมากมาย ในอนาคตเด็กไทยจะได้พัฒนาการเรียนรู้ ความจำในภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ได้ง่ายขึ้นเมื่อเข้าถึงเทคโนโลยี ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการออกเสียง การเขียน ภาษาจีนยังยากอยู่ ซึ่งแอพปัจจุบันได้สอนวิธีลากเส้น การออกเสียงที่ถูกต้อง และพึ่งครูน้อยลง โลกของอินเทอร์เน็ต ทำให้มีการเรียนรู้ได้มากขึ้น คนสามารถหาแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่สนใจได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา เพียงแต่นักพัฒนาแอพจะเห็นช่องทางในการผลิตแอพที่ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

Go To Lead


IT CLICK
LG G Pro Lite Dual

LG launch G Pro Lite Dual smart

ค่าย LG ลอนช์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่
G Pro Lite Dual 2 sim หน้าจอกว้าง
5.5 นิ้ว สีสันสดใส ใช้งานเต็มที่ด้วย
แบตเตอรี 3,140 mAh กล้อง BSI 8
Mp ครีเอทวิดีโอด้วยฟังก์ชั่น Pause &
Resume RECORDING ลำโพง Dual
Speaker คมชัดทุกมิติ Guest Mode
ครีเอทโลกส่วนตัวของคุณเองได้สบายๆ
Go To Top

[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com