ITC/Sciences
Hot News: dtac SUPER 4G โปรแรง Thailand Mobile Expo 2017 // FSMART ปรับเป้ารายได้ 3,200 ล้าน // "กลุ่มสามารถ" รายได้รวมเฉียด 3,000 ล้าน //
http://www.tviclick.com
Home Page iClick News.com
Home
Print this webpage
Print
English Version
English
dtac SUPER 4G โปรแรง Thailand Mobile Expo 2017
บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค มุ่งสู่การเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ในประเทศไทย ด้วยการสร้างปรากฏการณ์ดิจิ ทัลอย่างครบวงจร ทั้งการให้บริการ บนโครงข่ายดีแทค Super 4G บนคลื่น 1800MHz กว้างสุด 20 MHz บนคลื่นเดียว ที่สามารถรองรับการเติบโต ของความต้องการด้านข้อมูลและสามารถให้บริการไร้สายที่ดีที่สุดต่อลูกค้าบนเทคโนโลยีโครงข่าย 2G/3G/4G และสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ดีแทค เตรียมมอบประสบการณ์ลื่นสุด คุ้มที่สุดกับ ดีแทค ในงานมหกรรมมือถือสุดยิ่งใหญ่ "ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2017" (Thailand Mobile Expo 2017) กับสุดยอดข้อเสนอสมาร์ทโฟนลดราคาสูงถึง 11,900 บาท พร้อมโปรโมชั่นเปิดเบอร์ใหม่แบบจัดเต็มเฉพาะงานนี้ เท่านั้น กับแพ็กเกจที่ดีที่สุด Go No Limit เน็ตไม่อั้น ไม่ลดสปีด โทรฟรีเบอร์ดีแทคไม่อั้น โปรโมชั่นลดราคาสมาร์ทโฟนแบรนด์ยอดฮิต เฉพาะในงานเท่านั้น เมื่อสมัครแพ็กเกจรายเดือนตามที่กำหนด อาทิ - iPhone 7 265GB รุ่นยอดฮิตลด 8,000 บาท เหลือเพียง 26,500 บาท (จากปกติ 34,500 บาท) - Samsung Galaxy S8| S8+ รุ่นใหม่ล่าสุดลดสูงสุด 9,400 บาท - Huawei Mate9 และ Mate 9 Pro ลดสูงสุด 11,900 บาท รับฟรีชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพ Huawei ราคาพิเศษเมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจตามที่กำหนด พร้อมชำระค่าบริการรายเดือนล่วงหน้า - Asus zenfone3 5.5" ลด 50% เหลือเพียง 7,495 บาท (จากปกติ 14,990 บาท) รับฟรีหูฟัง Marshall - dtac phone รุ่น X3 ลด 60% เหลือเพียง 1,990 บาท (จากปกติ 5,690 บาท) และสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆราคาสุดพิเศษอีกมากมาย ลดตั้งแต่ 3,000 บาทถึงสูงสุด11,900 บาทเฉพาะในงานเท่านั้น จ่ายวันนี้ 0 บาท ผ่อนค่าเครื่อง และบริการรายเดือน 0% นาน 24 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน กับธนาคารที่ร่วมรายการ
โปรโมชั่นiPhone ราคาพิเศษแบบไม่ติดสัญญา ไม่มีเงื่อนไขใดๆ สำหรับลูกค้าดีแทคทั้งแบบเติมเงินและแบบรายเดือน พร้อมรับสิทธิ์ผ่อน 0% นาน สูงสุด 24 เดือน อาทิ - iPhone7 128GB ลด 2,000 บาท เหลือเพียง 28,500 บาท (จากปกติ 30,500 บาท) - iPhone7 Plus 128GB ลด 1,600 บาท เหลือเพียง 33,900 บาท (จากปกติ 35,500 บาท) - iPhone6S 32GBลด 1,300 บาท เหลือเพียง 21,200 บาท (จากปกติ 22,500 บาท) - iPhone6S Plus 32GB ลด 1,500 บาท เหลือเพียง 25,000 บาท (จากปกติ 26,500 บาท) - iPhone6 32GB ลด 1,510 บาท เหลือเพียง 13,990 บาท (จากปกติ 15,500 บาท) โปรโมชั่นสำหรับลูกค้าเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน เพียงนำอายุการใช้งานมาแลก รับเครื่องฟรี! สมาร์ทโฟน 4G dtac phone รุ่น S3 (มูลค่า 2,790 บาท)เพียงสมัครแพ็กเกจรายเดือนเริ่มต้น 599 บาท พร้อมชำระค่าบริการล่วงหน้า กับแพ็คเกจที่ดีที่สุดจากดีแทค ให้คุณเลือกทั้ง แพ็กเกจ Super 4G Unlimited เล่นเน็ต 4G ได้ไม่จำกัด , แพ็กเกจ GO NO LIMIT เล่นเน็ตไม่อั้น ไม่ ลดสปีด โทรหาเบอร์ดีแทคฟรีไม่อั้น และ แพ็กเกจ Super-Non Stop เน็ตเยอะ ความเร็วสูงสุด ใช้เน็ตไม่หมดทบไปเดือนหน้า โปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่เปิดเบอร์ใหม่ภายในงาน รับฟรีอินเตอร์เน็ต4Gเพิ่มรวม 48GB (เดือนละ 4GB นาน12 เดือน) สำหรับลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม รับส่วนลดค่าเครื่องเพิ่มอีก 1,000 บาททุกรุ่น! โปรโมชั่นเบอร์ดีปีเกิด ให้ลูกค้าเลือกเบอร์มือถือที่จัดวางตัวเลขดี มีมงคลให้ตรงกับปีเกิด เสริมความสุขปรับสมดุลให้กับชีวิตเมื่อสมัครแพ็กเกจมูลค่า 499เป็นต้นไป
พิเศษรับของสมนาคุณภายในงานฟรีมูลค่าสูงสุด 1,990 บาท เช่น กระเป๋าล้อลากดีแทค ,หูฟังMarshall, ชุดกล่องผ้าขนหนู, ชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพ จากHuawei และ Power bank LINE พิเศษสำหรับลูกค้าดีแทค เมื่อซื้อสมาร์ทโฟน หรือเปิดซิมใหม่ภายในงาน รับสิทธิ์ดูซีรีย์และหนังบน IFLIX 3 เดือนเต็มฟรี! มูลค่า 300 บาท สัมผัสประสบการณ์ความลื่นไหลบน ดีแทค Super 4G ที่กว้างที่สุดในประเทศ กับสมาร์ทโฟนแบรนด์ดัง และข้อเสนอ สุดพิเศษที่บูธดีแทค ในงาน ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2017 (Thailand Mobile Expo 2017) ระหว่างวันที่ 18 ถึง 21 พฤษภาคม 2560 นี้ เวลา 10.00 น. - 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Go To Lead


FSMART ปรับเป้ารายได้ 3,200 ล้าน
นายสมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมปรับเป้าหมายรายได้ปี 2560 เป็น 3,200 ล้านบาท จากเดิมคาดที่ 3,000 ล้านบาท หลังจากบริษัทได้ขยายตู้เติมเงินอย่างต่อเนื่อง โดยได้ปรับเป้าจำนวนตู้เติมเงินบุญเติมเพิ่มขึ้นจากเดิม 120,000 ตู้ เป็น 122,000 ตู้ และยอดเติมเงินจาก 30,000 ล้านบาท เป็น 32,000 ล้านบาท เนื่องจากเมื่อเดือน มี.ค. สามารถติดตั้งตู้เติมเงินได้ครบ 100,022 ตู้ ครอบคลุมทุกพื้นที่ด้วยการดำเนินงานผ่านตัวแทนบริการในแต่ละจังหวัด
รวมถึงการขยายตู้เติมเงินบุญเติมไปตามร้านสะดวกซื้อตลอดจนอาคารและโครงการต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมจำนวนตู้และยอดเติมเงินให้กับบริษัทตามแผน และสามารถสร้างผลงานตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มไตรมาส 2/2560 คาดผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และจะสามารถทำรายได้สูงสุด (นิวไฮ) ต่อเนื่องทุกไตรมาสตลอดทั้งปี ส่วนในไตรมาส 3 บริษัทจะให้บริการโอนเงินผ่านธนาคารเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง คือ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์
นายพงษ์ชัย อมตานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น (FORTH) กล่าวว่า ปีนี้รายได้จะอยู่ที่ 5,100-5,200 ล้านบาท หลังจากงานประมูลจะเริ่มออกมามากขึ้น รวมถึงผลประกอบการของ FSMART ที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 46% จะช่วยผลักดันกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแผนจะเข้าประมูลงานเพิ่มเติมอีกมูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท

Go To Lead


"กลุ่มสามารถ" รายได้รวมเฉียด 3,000 ล้าน
นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ในไตรมาส 2/2560 มองว่าภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศจะกลับมาคึกคักมากขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการขับเคลื่อนของภาคเอกชน ที่เอื้อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาลแก่กลุ่มสามารถ จึงมั่นใจว่าผลประกอบการของทุกธุรกิจในกลุ่มจะมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสายธุรกิจ ICT Solution ที่มีโอกาสเติบโตจากการเปิดประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐตามงบประมาณในโครงการต่างๆ รวมถึงการลงทุนและการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อให้เกิดการบริการรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นในสังคม จากนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ ซึ่งจะเห็นตั้งแต่ไตรมาส 2 ไปจนถึงช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าจะยื่นประมูลอีกหลายโครงการใหญ่ที่มีมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ทั้งนี้คาดการณ์ไว้ว่าปี 60 จะมีงานในมือรวมกว่า 10,000 ล้านบาท และจะเป็นสัดส่วนของงานบริการที่จะสร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอเพิ่มสูงขึ้นด้วย
ส่วนไตรมาสแรกของปี 2560 บริษัทมีรายได้รวม 2,971 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 35 ล้านบาท.

Go To Lead


4 เหตุผลหลีกเลี่ยง ไม่อ่านบล็อก loT
นางสาว ลินเซ่ โรจัส ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมทั่วโลกของ ไอเอฟเอส ด้วยจำนวนข้อมูลมากมายเกี่ยวกับไอโอที (IoT) ที่มีการนำเสนอออกมา อาจทำให้คุณรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องมานั่งอ่าน แต่ช้าก่อน อาจเป็นข้อมูลที่คุณรู้สึกยินดีที่ได้อ่านก็เป็นได้ จำได้ไหมว่าคุณอยู่ที่ไหนหรือกำลังทำอะไรเมื่อได้ยินคำว่า 'อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์' (Internet of Things: IoT) สำหรับฉันแล้ว ตอนนั้นฉันกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส และกำลังอ่านบทความเรื่องแนวโน้มของโปรเซสเซอร์แบบฝังตัวขนาดเล็กในอีกห้าปีข้างหน้า แล้วฉันก็มาสะดุดกับคำว่า "อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์" คำๆ นี้ค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เมื่อลองใช้มาตรวัดของกูเกิล (Google) มาวัดความนิยมของคำที่ใช้ค้นหาว่า “ไอโอที” (IoT) พบว่า ติดอันดับสูงสุดในกลางเดือนตุลาคม 2559 ซึ่งหมายความว่าคำว่า IoT ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสัปดาห์ของวันที่ 16 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าที่เคยมีมาก่อน
สำหรับพวกเราในชุมชนไฮเทคแล้ว เราไม่เคยขาดแคลนบล็อกข้อมูลเกี่ยวกับ IoT เลย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาค้นคว้า แบบสำรวจมาตรฐาน กรณีศึกษา การสาธิต ข่าวฟีด กลุ่ม LinkedIn ห้องสนทนาย่อยใน Reddit หนังสือ พรีเซนเทชั่น การให้คำปรึกษา และรายการอื่นๆ อีกเป็นหางว่าว นับว่าเป็นเรื่องที่สร้างกระแสได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อห้าปีที่แล้ว บริษัท การ์ทเนอร์ ธุรกิจด้านการวิจัยได้ลงทุนจัดทำรายงานที่มีจำนวนหน้ามากถึง 68 หน้าในเรื่อง “Hype Cycle for the Internet of Things” เพื่อสำรวจประเด็นสำคัญต่างๆ ขององค์กรที่กำลังจะนำไปใช้หรือวางแผนที่จะนำโครงการ IoT เข้าไปปรับใช้งานจริง (หากคุณไม่รู้เรื่อง Gartner Hype Cycle ขอแนะนำให้อ่านเรื่องนี้ด้วย แต่หากไม่อยากรับรู้เรื่องใดๆ เกี่ยวกับ IoT แล้ว ฉันเชื่อว่าคุณจะต้องประทับใจในการจัดแบ่งประเภทของการนำ IoT เข้ามาปรับใช้ภายในองค์กรโดยแบ่งออกเป็นระยะ เหมือนอย่างเรื่อง “Peak of Inflated Expectations” และเรื่องที่ฉันชอบมากคือ “Trough of Disillusionment” สำหรับผู้สนใจ คุณสามารถอ่านข้อมูลเรื่อง Gartner Hype Cycle for IoT ทั้งหมดได้ทางจดหมายข่าว IoT ของเรา)
ตอนนี้มาลองดูเหตุผล 4 ข้อ ว่าทำไมคุณอาจไม่อยากอ่านบล็อกนี้ และทำไมคุณควรอ่าน โดยไล่จากหลังไปหน้ากับ เหตุผลต่างๆ จะทำให้คุณทราบว่าเหตุใดบางคนจึงรู้สึกอยากมองหาแนวทางอื่นทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สัมผัสกับ IoT เลย เหตุผลข้อที่ 1:“ข้อมูล IoT ทั้งหมดนี้กำลังถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสายและไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ไหนดี (ดังนั้นจึงไม่อยากอ่านบล็อกเกี่ยวกับ IoT อีกต่อไป)”
เราเข้าใจดี แต่ก็เชื่อว่า IoT มีหลายสิ่งที่น่าสนใจและสมควรได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เราบอกกับลูกค้าของเราว่าการแปรรูปสู่ระบบดิจิทัลโดยใช้ IoT ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ไม่ใช่เรื่องจินตนาการที่เพียงแค่กดปุ่มเปิดปิดสวิตช์และทั้งหมดจะยังผลโดยบัดดล แต่เราต้องค่อยๆ สร้างเริ่มต้นจากน้อยไปหามาก อาจเริ่มต้นจากการนำเซ็นเซอร์เข้ามาปรับใช้ภายในระบบการทำงานของเรา
สิ่งที่เราพบในองค์กรส่วนใหญ่ ก็คือมีการเริ่มต้นแปรรูประบบค่อนข้างน้อย บางทีอาจต้องเริ่มนำระบบอัตโนมัติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบใหญ่ขององค์กรก่อน ย้อนกลับไปที่เรื่องกับดักหนู การติดตามตรวจสอบจำนวนหนูซึ่งเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะผลักดันให้กระบวนการให้บริการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อลูกค้าเชื่อมั่นในระบบนี้แล้ว ก็ย่อมจะยอมรับในกระบวนการใหม่ๆ ที่จะมีตามมาในที่สุด
ก่อนจบเรื่อง ขอย้ำว่า เทคโนโลยีใหม่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง โดยธรรมชาติแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะเกิดข้อกังขากับสิ่งใหม่ๆ และมักจะไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มใจนัก เนื่องจากต้องการเห็นหลักฐานก่อนว่าสิ่งนี้มีค่าพอที่จะเสี่ยงและเราสามารถเชื่อมั่นในสิ่งใหม่นี้ได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อธุรกิจของเราหรืองานของเรา แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นสิ่งที่ยุ่งยาก แต่ฉันเชื่อเหมือน "แจ็ค เวลซ์" ที่ว่า “เปลี่ยนก่อนที่จะต้องเปลี่ยน” (change before you have to)
เหตุผลข้อที่ 2:“การเขียนเรื่อง IoT ส่วนใหญ่มักจะพูดถึงภาพรวมของสิ่งที่ IoT จะเป็นและไม่ใช่ลักษณะของการประยุกต์ใช้งาน ณ ปัจจุบันในโลกแห่งความเป็นจริงกับบริษัทที่ดำเนินงานจริง”
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกำลังอ่าน คุณอาจมีประเด็นบางอย่างอยู่ในใจแล้วก็ได้ หนึ่งในความท้าทายของการเขียนและการศึกษาวิจัยของกลุ่มผู้นำทางความคิดด้าน IoT ในปัจจุบันก็คือ แนวคิดนี้กว้างมากเกินไป และหากมีการระบุเป็นการเฉพาะด้วยการเน้นกรณีศึกษาของการใช้ในภาคอุตสาหกรรม ก็อาจไม่สามารถสื่อให้เห็นตัวอย่างที่แท้จริงในระดับสาธารณชนได้ เพราะยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ยังขาดแคลนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนวทางในการจัดการปัญหาที่ต้องเผชิญเมื่อมีการปรับใช้เทคโนโยลีใหม่ สิ่งนี้อาจสัมพันธ์กับประเด็นข้างต้นบางส่วนตรงที่องค์กรต้องการรักษาความได้เปรียบด้านการแข่งขันตราบเท่าที่ตนสามารถทำได้ และต้องไม่สร้างผลกระทบอย่างมากมายกับต้นทุนการดำเนินงานของตนเมื่อหันมาปรับใช้ระบบอัตโนมัติสำหรับการดำเนินงานที่สำคัญทางธุรกิจ ทั้งหมดทั้งมวลก็อาจเป็นเพราะเราตั้งความหวังไว้สูงมากเกินไปก็เป็นได้ เหตุผลข้อที่ 3 “IoT ในอุตสาหกรรมของฉันยังคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าปีนับจากนี้ ดังนั้น ฉันจึงอ่านเรื่องอื่น” คุณอาจโต้แย้งประเด็นนี้ได้โดยอ้างถึงประเภทอุตสาหกรรมหรือรูปแบบการใช้งาน IoT ที่คุณมี แต่คุณก็อาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะพลาดโอกาสสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันของตัวคุณเอง ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่อาจทำให้คุณต้องประหลาดใจ: ลูกค้ารายหนึ่งของบริษัท ไอเอฟเอส เป็นบริษัทกำจัดสัตว์รบกวนที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในยุโรป บริษัทแห่งนี้ได้นำเสนอบริการกับดักระบบดิจิทัลสำหรับจัดการกับหนูโดยเฉพาะ และด้วยกับดักในรูปแบบใหม่นี้ ทำให้บริษัทสามารถให้บริการกับลูกค้าในแบบ B2B ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร ระบบควบคุมสัตว์รบกวนที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้ กับดักระบบดิจิทัลจะสร้างคำเตือนและส่งการแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการภาคสนาม การกำหนดเวลาตอบสนองอย่างเหมาะสมจะเกี่ยวข้องกับข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) รวมถึงการทำความเข้าใจว่าเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของกับดักสามารถรายงานข้อมูลอย่างเป็นปกติหรือไม่ และระยะเวลาที่จะเข้าไปจัดการกับหนูในกับดักจะกินเวลานานเท่าใด ปัจจุบันมีการนำเอาเซ็นเซอร์มาใช้เชื่อมต่อกับระบบการดำเนินงานทางธุรกิจผ่านทางเทคโนโลยี IoT ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ให้บริการภาคสนามสามารถจัดกำหนดการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
และในอนาคต ลูกค้าจะได้รับข้อมูลการรายงานเฉพาะจุดและบริเวณที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นสำหรับการควบคุมสัตว์รบกวนภายในองค์กร และเมื่อมีเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการ จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะต้องปรับใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่องจักรต่อสิ่งต่างๆ เช่น อายุแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ การคายประจุของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมบริเวณที่ติดตั้งกับดักไว้ และการคาดการณ์ได้ว่าเมื่อใดต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพของบริการให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
เหตุผลข้อที่ 4:“เรากำลังดำเนินการทำ IoT อยู่แล้ว ดังนั้นเราไม่ต้องอ่านบล็อกนี้ได้” ฟังดูก็ยุติธรรมดีเหมือนกัน หากคุณได้นำโซลูชันหรือแพลตฟอร์ม IoT เข้ามาปรับใช้อย่างประสบผลสำเร็จแล้ว คุณจะรู้เลยว่าคุณเป็นชนกลุ่มน้อยมากๆ บางคนอาจกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการแปรรูปธุรกิจผ่านทางเครือข่าย Machine to Machine (M2M) และเพื่อแสดงให้เห็นภาพของประเด็นนี้ บริษัท ไอดีซี ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยพบว่า “ประมาณครึ่งหนึ่ง (49%) ของบริษัทผู้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกากำลังใช้ IoT อยู่แล้ว” ขณะที่สัดส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกได้นำ IoT มาใช้แล้ว 31%[1] ข้อมูลนี้สอดคล้องอย่างมากกับสิ่งที่บริษัท การ์ทเนอร์ ค้นพบจากการศึกษาเมื่อปี 2559 เรื่องการนำ IoT เข้ามาใช้งาน โดยพบว่า 29% ขององค์กรได้นำแนวทางนี้มาใช้แล้วและคาดว่า “43% ขององค์กรกำลังใช้หรือวางแผนที่จะนำ IoT มาใช้ในปี 2559 ดังนั้น หากคุณจัดอยู่ในกลุ่มคนพวกแรกๆ ที่นำ IoT เข้ามาใช้ในองค์กร ก็จงมั่นใจได้เลยว่าคุณยังคงเป็นดาวเด่นในสนามนี้ แต่โปรดทราบว่าคนอื่นๆ ก็กำลังจะตามคุณมาติดๆ และในไม่ช้าก็อาจเป็นคิวของพวกเขาบ้างในการเป็นดาวเด่น

Go To Lead


IT CLICK
Huawei GR 5

ค่าย Huawei ลอนช์สมาร์ทโฟน
ใหม่ ระดับพรีเมียม รุ่น GR 5
ระบบสแกนลายนิ้วมือ สุดไฮเทค
อัจฉริยะ โหมดGood Food
ปรับความเข้มของสีและความคมชัด
เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว
ด้วยเทคโนโลยี 4 G LTE
หรูหราด้วย Aluminum Magnesium
Go To Top

[ENGLISH] 
  --  
iClickNews.com