|
|
ก.ล.ต. 'เร่ง'ขยาย ประเภทเงินลงทุน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับนิยามผู้ลงทุนสถาบัน และคุณสมบัติด้านฐานะการเงินในส่วนของเงินลงทุน เพื่อให้นิยามผู้ลงทุนสถาบันมีความครอบคลุม เหมาะสมยิ่งขึ้น และสะท้อนฐานะการเงินของผู้ลงทุนได้อย่างแท้จริง โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เปิดเผยว่า ก.ล.ต. มีแนวคิดในการปรับปรุงนิยามผู้ลงทุนสถาบัน (Institutional Investor: II) และเงินลงทุนในการพิจารณาฐานะการเงิน เพื่อให้หลักเกณฑ์มีความเหมาะสมมากขึ้น คณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงมีมติเห็นชอบหลักการปรับปรุงนิยามผู้ลงทุนสถาบันและเงินลงทุน ให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบธุรกิจและบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น สะท้อนฐานะการเงินของผู้ลงทุนได้อย่างแท้จริง รวมทั้งครอบคลุมผลิตภัณฑ์การลงทุนในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถให้บริการและแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและความต้องการของผู้ลงทุน
ก.ล.ต. จึงออกประกาศ* เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ปรับปรุงนิยามผู้ลงทุนสถาบัน โดยเพิ่มผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้วางแผนการลงทุน (Investment Planner: IP) และผู้แนะนำการลงทุน (Investment Consultant: IC) เป็นผู้ลงทุนสถาบัน
2. ปรับปรุงนิยามเงินลงทุน ให้หมายถึง เงินลงทุนโดยตรงหรือโดยอ้อมในหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (investment token) และโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล (Government token : G-token)
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้พิจารณาประกาศเพิ่มนิยามผู้ลงทุนสถาบัน สำหรับด้านการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ให้รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้การให้บริการและปฏิบัติต่อลูกค้าเป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริการประเภทต่าง ๆ
ประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป/
Go To Lead
|
ทีทีบี-พันธมิตร ยกระดับธุรกิจร้านอาหารไทย โซลูชันดิจิทัล
ครบวงจร เชื่อมทุกระบบ คุมต้นทุน เสริมแกร่งโตยั่งยืน
นางกนกพร จูฑา ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีทีบี เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจเครื่องดื่ม (F&B) ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจ SME ที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย และมีฐานร้านค้า F&B และค้าปลีกทั่วประเทศ รวมกว่า 260,000 ร้าน สะท้อนถึงตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยในปีที่ผ่านมา ทีทีบีได้ร่วมกับ Wongnai POS เพื่อยกระดับระบบการชำระเงินของร้านอาหารไทย ผ่านการเชื่อมต่อ POS เข้ากับ ttb QR และ EDC แบบไร้รอยต่อ สำหรับเฟส 2 ของปีนี้ผู้ประกอบการจะสามารถเชื่อมบัญชีทีทีบี เข้าสู่ระบบหลังบ้านได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไปอีกขั้นด้วยแนวคิด Power ?3 ซึ่งเป็นการนำโซลูชันดิจิทัลมายกระดับธุรกิจร้านอาหารไทยในอีก 3 มิติหลัก ได้แก่
1. Power of Automation ทีทีบีเป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวที่เชื่อมต่อรายการเดินบัญชีธนาคารกับ FlowAccount ได้แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ทำให้ร้านค้าสามารถบันทึกบัญชี เห็นกำไรขาดทุน บริหารกระแสเงินสดได้แม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องทำงานซ้ำ ช่วยลดภาระงาน และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำขึ้น 2. Power of Growth นำข้อมูลยอดขายจริงจาก POS ผสานกับข้อมูลรับเงินผ่านบัญชีทีทีบี เพื่อเปลี่ยนยอดขายเป็นพลังการเติบโต ช่วยให้ร้านอาหารเข้าถึงวงเงิน พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรซัพพลายเออร์วัตถุดิบชั้นนำ 3. Power of AI เสริมศักยภาพเจ้าของร้านและทีมงาน ด้วยคอร์ส AI และหลักสูตรดิจิทัลที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับธุรกิจร้านอาหาร SME เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปต่อยอดการบริหารได้จริง
ทีทีบีมุ่งมั่นเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับระบบนิเวศร้านอาหารไทย ด้วยการทำให้การขายหน้าร้าน การรับเงิน และบัญชีธนาคาร เชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เจ้าของร้านเห็นภาพธุรกิจชัดขึ้นและเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น เพื่อธุรกิจร้านอาหารไทยแข็งแรงและเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
นายเอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ Merchant Digital Solutions LINE MAN Wongnai กล่าวว่า จากการสำรวจผู้ประกอบการร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม พบว่า นอกเหนือจากระบบจัดการร้านค้าและการรับชำระเงินแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกว่า 53% ระบุว่าเป็นความต้องการอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยความสนใจในการทำบัญชี ถึง 29% ขณะที่ปัจจุบันระบบ Wongnai POS มียอดธุรกรรมผ่านระบบสูงถึง 1.76 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่าร้านอาหารจำนวนมากในประเทศไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน และบัญชีที่เชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ความร่วมมือระหว่าง ทีทีบี, FlowAccount และ Skooldio ในครั้งนี้ จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการโดยตรง โดยมีเป้าหมายในการยกระดับ Wongnai POS ให้กลายเป็น ระบบปฏิบัติการของร้านอาหาร ที่เชื่อมต่อการทำงานตั้งแต่หน้าร้าน หลังร้าน ไปจนถึงระบบการเงินและบัญชีไว้อย่างครบวงจร เมื่อร้านค้าใช้งานระบบร่วมกัน ยอดขายจาก Wongnai POS จะถูกส่งเข้าสู่ระบบบัญชีของ FlowAccount โดยอัตโนมัติ ช่วยให้เจ้าของร้านสามารถบริหารจัดการบัญชีได้ง่ายขึ้น ปิดบัญชีได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ทีทีบี ก็สามารถใช้ข้อมูลธุรกรรมเหล่านี้ประกอบการพิจารณาวงเงินสินเชื่อได้ ลดขั้นตอนเอกสาร ลดภาระการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน และทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกระบวนการตั้งแต่การขาย การจัดทำบัญชี ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุนได้ ภายในระบบเดียว
ยกตัวอย่าง ร้านอาหารเล็ก ๆ อย่างร้านข้าวแกง หลังจากเชื่อมต่อ Wongnai POS, FlowAccount, Skooldio และ ทีทีบี แล้วเมื่อปิดร้านในแต่ละวัน ระบบจะสรุปบัญชีให้โดยอัตโนมัติ งบการเงินพร้อมใช้งาน และสามารถนำไปใช้เพื่อขอสินเชื่อได้ทันที โดยเป้าหมายของเราคือ ทำให้เจ้าของร้านอาหารสามารถเปิดร้านได้อย่างมั่นใจ รู้ตัวเลขทางธุรกิจของตนเอง ควบคุมต้นทุนได้ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การทำอาหารที่ดีและการดูแลลูกค้า
นายกฤษฎา ชุตินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FlowAccount ผู้นำในการให้บริการโปรแกรมบัญชีออนไลน์ กล่าวว่า การทำบัญชีร้านอาหารมีความสำคัญต่อการบริหารธุรกิจในหลายมิติ โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ FlowAccount ทำให้เจ้าของร้านเข้าใจตัวเลขของร้านได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เห็นต้นทุนร้าน ค่าแรงพนักงาน และภาพรวมกำไรขาดทุนอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดทำงบการเงินได้สะดวก และบริหารจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้การจัดการข้อมูลง่ายขึ้นด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเพื่อนำเข้าข้อมูลจาก Wongnai POS มาเปิดบิลอัตโนมัติ หรือการดึงรายการเดินบัญชีจาก ทีทีบี ซึ่งเป็นธนาคารแรกที่เชื่อมต่อ Statement เข้าสู่โปรแกรมบัญชีออนไลน์ FlowAccount ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมประหยัดเวลาในการบริหารจัดการร้านอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน Skooldio พันธมิตรด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับ SME มุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารผ่านหลักสูตรคอร์สออนไลน์ ที่เน้นการเรียนรู้จาก Use Case จริง เพื่อให้ร้านค้าเข้าใจธุรกิจ บริหารจัดการได้ดีขึ้น และใช้เทคโนโลยีรวมถึง AI วิเคราะห์ข้อมูลและต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Skooldio ย้ำว่า เทคโนโลยีจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ คนใช้เป็น เราจึงเน้น Upskill ด้าน Digital / Data / AI เพื่อให้เจ้าของร้านอ่านข้อมูล คิดและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ให้เครื่องมือที่ดีสร้างผลลัพธ์ที่ดีแก่ธุรกิจได้จริง ร้านอาหารที่สนใจโซลูชันนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://flowaccount.com/restaurant-solutions
Go To Lead
|
บัตรเครดิตกสิกรไทย ส่งแคมเปญ สมัครบัตรนี้ K เลย เอาใจลูกค้าใหม่ แจกสูงสุด 50,000 K Point
ธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวแคมเปญ สมัครบัตรนี้ K เลย สำหรับลูกค้าใหม่ทั้งบัตรหลักและบัตรเสริม ที่ยังไม่เคยมีบัตรเครดิตกสิกรไทยมาก่อน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการ ความคุ้มค่าที่เลือกได้ด้วยตนเอง โดยมอบ K Point สูงสุด 50,000 คะแนน ให้ลูกค้านำไปแลกรับไอเท็มที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ ผ่าน K PLUS ได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ตั๋วเครื่องบิน กระเป๋าเดินทาง แกดเจ็ต หรือบัตรกำนัลต่าง ๆ รวมมูลค่าสูงสุดถึง 5,990 บาท
นอกจากนี้ยังมีของสมนาคุณหลากหลายสไตล์ ที่สามารถใช้ K Point แลกได้ง่ายๆ อีกมากมาย เพียงสมัครบัตรเครดิตกสิกรไทยและมียอดใช้จ่ายสะสมตามที่ธนาคารกำหนด (รวมยอดชำระค่าเบี้ยประกันที่ไม่ใช่ประกันประเภท Unit Link) ภายใน 30 วันนับจากวันที่บัตรได้รับการอนุมัติ สำหรับบัตรที่สมัครและได้รับอนุมัติตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 31 กรกฎาคม 2569 ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.kasikornbank.com/k_4r1brXz
รายละเอียดข้อมูลยอดค่าใช้จ่ายสะสม K Point ของสมนาคุณที่แลกได้ (สำหรับสื่อมวลชน)ยอดใช้จ่ายสะสมครบ 15,000 บาท รับ 7,000 K Point หรือเลือกรับไอเท็มของสมนาคุณได้ ดังนี้ สายกินและสายช้อป เลือกแลกรับ Sushiro e-Coupon มูลค่า 500 บาท หรือ Starbucks e-Coupon มูลค่า 400 บาท หรือ Bar B Q Plaza e-Coupon มูลค่า 300 บาท หรือ Tops e-Coupon มูลค่า 300 บาท สายเที่ยว เลือกแลกรับกระเป๋าเดินทาง Giogracia ขนาด 19 นิ้ว มูลค่า 3,550 บาทหรือ บัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 500 บาท สายแกดเจ็ต เลือกแลกรับพัดลมพกพา JusiLife รุ่น Life 9 มูลค่า 549 บาท ยอดใช้จ่ายสะสมครบ 30,000 บาท รับ 15,000 K Point หรือเลือกรับไอเท็มของสมนาคุณเพิ่มเติมได้ ดังนี้ สายเที่ยว เลือกแลกรับกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเดินทาง Caggioni ขนาด 24 นิ้ว มูลค่า 5,990 บาท
ยอดใช้จ่ายสะสมครบ 80,000 บาท รับ 50,000 K Point หรือเลือกรับไอเท็มของสมนาคุณเพิ่มเติมได้ ดังนี้ สายเที่ยว เลือกแลกรับตั๋วเครื่องบินไป-กลับภายในประเทศ สายการบินไทย หรือ แอร์เอเชีย มูลค่า 4,000 บาทสายแกดเจ็ต เลือกแลกรับ Apple Homepod Mini มูลค่า 3,890 บา
Go To Lead
|
BAM 'ชู'โครงการ ทรัพย์มหาชน พลัส
ต่อโอกาสคนไทยมีบ้าน ขยายเพดานราคา 5 ล้าน
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 27 ปี BAM ทำหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของประเทศ โดยมีความเชื่อว่าสินทรัพย์ที่เคยหยุดนิ่ง หากได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม สามารถกลับมาสร้างมูลค่าและหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง พร้อมทั้งช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คน ได้เริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่
โดยที่ผ่านมา BAM ได้ริเริ่มโครงการ ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง แต่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้าน โดยนำทรัพย์สินรอการขายของบริษัทมาปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมกับผู้ซื้อ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการ ตอบรับอย่างดี โดยสามารถส่งต่อที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนได้แล้วกว่า 1,500 รายการ ครอบคลุมทรัพย์สินตั้งแต่ราคาประมาณ 100,000 บาท ถึง 3 ล้านบาท
สำหรับ BAM ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดเพียงจำนวนทรัพย์ที่จำหน่ายได้ แต่หมายถึงจำนวนครอบครัวที่ได้มีบ้านเป็นของตนเอง และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมั่นคง นางทองอุไร กล่าว
ด้าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า จากความสำเร็จของโครงการในระยะแรก BAM จึงต่อยอดสู่โครงการ ทรัพย์มหาชน พลัส เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึง การมีบ้านได้มากขึ้น โดยโครงการใหม่นี้พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด 3 พลัส ได้แก่
พลัสด้านราคา ขยายเพดานราคาทรัพย์จากเดิมไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท
พลัสด้านทำเล เพิ่มจำนวนทรัพย์ในทำเลที่หลากหลายทั่วประเทศ ย่านศูนย์กลางธุรกิจ หัวเมืองใหญ่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต
พลัสด้านกลุ่มผู้ซื้อ ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ เช่น กลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเอกชน
การขยายเงื่อนไข ดังกล่าวทำให้โครงการมีทรัพย์เข้าร่วมมากกว่า 21,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 32,000 ล้านบาท
สำหรับรายละเอียดโครงการ ทรัพย์มหาชน พลัส เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 30 ธันวาคม 2569 และเลือกซื้อทรัพย์สินได้หลากหลายประเภท ได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ห้องชุดพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ในราคาสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยผู้สนใจสามารถจองทรัพย์ได้ด้วยเงินจองเพียง 1,000 บาท สำหรับทุกรายการด้านเงื่อนไขการผ่อนชำระ กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 อัตรา 0% ปีที่ 23 อัตรา 3% และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป ใช้อัตราดอกเบี้ย MRR ของ BAM โดยสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 20 ปี พร้อมค่างวดเริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน
จุดเด่นของโครงการคือการทำให้การมีบ้านเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้มากขึ้น ผู้ซื้อสามารถเลือกผ่อนชำระกับ BAM โดยตรง หรือขอสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินพันธมิตรได้ตามความเหมาะสม ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของ BAM ที่มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยได้จริง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรือมีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับสังคมไทย ดร.รักษ์ กล่าว
Go To Lead
|
SME D Bank - สคส. 'รุก'โครงการ SME Easy Privacy
ปั้น 10 เอสเอ็มอีต้นแบบ PDPA ยกระดับธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอียุคปัจจุบัน จำเป็นต้องให้ความสำเร็จอย่างสูงสุดต่อการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดต้นทุนธุรกิจจากเหตุข้อมูลรั่วไหล ที่สำคัญ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่น ปลอดภัย และเปิดโอกาสสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ดังนั้น SME D Bank ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC จัดโครงการ SME Easy Privacy ยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยจะเปิดรับสมัครผู้ประกอบการ เพื่อคัดเลือกหา 10 เอสเอ็มอี ที่จะเป็นต้นแบบสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มศักยภาพธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการใช้ PDPA ได้ถูกต้องและเหมาะสม กำหนดเปิดรับสมัครธุรกิจเอสเอ็มอี ตั้งแต่วันนี้ (16 มี.ค.) ถึง 20 เมษายน 2569 จากนั้น จะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก และประกาศผลรายชื่อ 10 กิจการที่จะได้คัดเลือกในวันที่ 1 พ.ค. 2569 โดย 10 เอสเอ็มอีต้นแบบ จะได้รับสิทธิ์พิเศษ ทั้งด้านการพัฒนาตลอด 3 เดือน จากทีมที่ปรึกษา โดยเฉพาะเรื่องแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในภาคธุรกิจ รวมถึง รับสิทธิประโยชน์ใช้งานแพลตฟอร์ม GPPC+ (Government Platform for PDPA Compliance) พร้อมกันนี้ หากผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐานที่ สคส.กำหนด ยังมีโอกาสได้รับประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานข้อมูลส่วนบุคคล (Certification Mark : PDPA Trust Mark) ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
นอกจากนั้น ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ทุกราย จะได้รับสิทธิประโยชน์ทดลองใช้แพลตฟอร์ม GPPC+ ฟรี 4 ระบบ รวมถึง โอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก จาก SME D Bank และสิทธิ์รับการพัฒนาครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มช่วยสนับสนุนธุรกิจครบวงจร ใช้บริการได้สะดวกสบาย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชม.
ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของ SME D Bank และ สคส. ในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ให้ยกระดับเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งไม่ใช่เพียงมิติด้านกฎหมายเท่านั้น แต่การดำเนินธุรกิจ บนมาตรฐาน PDPA คือ การสร้างรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจดิจิทัล ช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนความปลอดภัย โปร่งใส สร้างความไว้วางใจจากผู้บริโภค ซึ่งจะเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจของเอสเอ็มอีไทยในระยะยาว นายพิชิต กล่าว
พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กล่าวว่า สคส. พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้อย่างถูกต้อง โดยแพลตฟอร์ม GPPC+ ที่ สคส. พัฒนาขึ้นนั้น เป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีสามารถเริ่มต้นวางระบบข้อมูลส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้น มีมาตรฐาน และสอดคล้องกับกฎหมาย PDPA มีฟังก์ชันสำคัญ 4 ระบบหลัก ได้แก่ 1.ระบบบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล 2.ระบบบริหารจัดการความยินยอมและระบบจัดการคุกกี้แบนเนอร์ 3.ระบบจัดการคำขอใช้สิทธิ์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และ 4.ระบบจัดการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
ทั้งนี้ คุณสมบัติที่จะเข้ารับการคัดเลือก ต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยและมีสถานะเป็นเอสเอ็มอี ตามนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองส่วนบุคคล (DPO) หรือมีบุคคล / คณะทำงานที่ได้รับมอบหมายภายใน หรือได้ว่าจ้างให้บุคคลภายนอกรับผิดชอบดูแลเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องเข้าเรียน e-learning ตามหลักสูตรที่กำหนดอย่างน้อย 1 หลักสูตร รวมทั้ง ต้องมีการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ข้อมูลอ่อนไหว เป็นจำนวนมาก และมีความพร้อมในการดำเนินงานร่วมกับโครงการ เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้สอดคล้องกับกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาว ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจ สามารถแจ้งความประสงค์สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปถึง 20 เมษายน 2569 โดยสแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : ฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ โทร. 089 164 4799 (คุณอารีย์พร) โทร. 080 291 1862 (คุณอาทิตย์) โทร.087 341 8216 (คุณศิริรัตน์) หรือ Call Center 1357
Go To Lead
|
ทีทีบี 'ชู'แนวคิด Empower Your REAL Change กลยุทธ์ ยกระดับ 3+
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกผันผวนจากความไม่สงบ เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจากการเปลี่ยนแปลงของดิจิทัล ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนว่าระบบการเงินไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ธนาคารจึงต้องปรับบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อมาเป็นพลังสำคัญ (Enabler) ที่ช่วยเสริมศักยภาพ (Empower) ให้ลูกค้าสามารถยกระดับชีวิตทางการเงินผ่านบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเฉพาะบุคคลมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Empower Your REAL Change ทีทีบีกำหนดทิศทาง ปี 2569 ผ่านกลยุทธ์ ยกระดับ 3+ ยกที่ 1 คือ ยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนลูกค้า โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าด้วยระบบการคิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรมมากขึ้นผ่านกลไก Risk-based Pricing ให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น พร้อมช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านการสนับสนุนการให้สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐและผนึกกำลังกับพันธมิตร ยกที่ 2 คือ ยกระดับการเติบโต และต่อยอดบนธุรกิจที่เชี่ยวชาญ โดยต่อยอดจากฐานลูกค้าที่ทีทีบีมีความเชี่ยวชาญทั้ง 6 Ecosystem ในปีนี้ได้มุ่งสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจใหม่ในกลุ่มมนุษย์เงินเดือน และลูกค้า Wealth พร้อมรองรับการเติบโตของลูกค้าเริ่มสร้างความมั่งคั่ง(Mass Affluent) ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในระบบเศรษฐกิจไทย ยกที่ 3 คือ ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่ใช่และรู้ใจลูกค้า ผ่านแนวคิด Humanized Digital Banking ซึ่งมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยใช้ Data และ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์ทางการเงินแบบไร้รอยต่อ พร้อมออกแบบบริการทางการเงินให้สะดวก ปลอดภัย และเฉพาะบุคคลมากขึ้น
กลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาโซลูชันและประสบการณ์ทางการเงิน แต่เป็นการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อส่งเสริมศักยภาพให้ลูกค้าสามารถเติบโตไปพร้อมกับธนาคาร และยกระดับชีวิตทางการเงินของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง นายปิติกล่าว
นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าวว่า การช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยยังคงเป็นภารกิจสำคัญของธนาคาร โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทีทีบีเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการรวบหนี้ และโครงการผ่อนดี มีรางวัล ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าไปแล้วรวม 3,143 ล้านบาท และล่าสุดทีทีบีริเริ่มแนวทางการพิจารณาการคิดดอกเบี้ยใหม่ (Risk-based Pricing) โดยนำร่องกับสินเชื่อบุคคล ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดี มีผู้สนใจและได้รับอนุมัติรวมเป็นวงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน และมีแผนต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคต
นอกจากการช่วยลดภาระหนี้ ทีทีบีให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในระยะยาวให้กับลูกค้าผ่านโครงการโค้ชปลดหนี้ และการตรวจสุขภาพทางการเงินออนไลน์ (ttb financial health check) เพื่อช่วยให้ลูกค้าตระหนักถึงสถานะทางการเงินของตนเอง และสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นทีทีบียังเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กับลูกค้าทุก Ecosystem ครอบคลุมตลอดทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนมีรถ คนมีบ้าน มนุษย์เงินเดือน ลูกค้าเริ่มสร้างความมั่งคั่ง (Mass Affluent) และกลุ่มลูกค้า Wealth สำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญของธนาคาร โดยในปีนี้ทีทีบีเตรียมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อรถยนต์ผ่านการเปิดตัวธุรกิจใหม่ ttb leasing เพื่อขยายบริการสินเชื่อไปยังตลาดรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ของประเทศไทย ขณะเดียวกันธนาคารได้ยกระดับ Wealth Ecosystem ผ่านการเสริมศักยภาพโซลูชันด้านการลงทุนที่แตกต่าง ครบวงจรกับธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ ttb wealth securities เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มลูกค้า Wealth ที่ต้องการโซลูชันทางการเงินที่ครบครัน เพื่อสร้างและส่งต่อความมั่งคั่ง
นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีทีบี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3.3 ล้านราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 35% ของ GDP แต่ SME จำนวนมากยังประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และยังต้องเผชิญความท้าทายด้านการค้าโลก ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงิน มาตรการกีดกันทางการค้า ไปจนถึงข้อกำกับใหม่ ๆ ที่เพิ่มความซับซ้อนให้กับการดำเนินธุรกิจ
ด้วยเหตุนี้ ทีทีบีจึงเดินหน้ายกระดับ SME / Mid-Corp Ecosystem โดยร่วมพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมและซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เช่น ความร่วมมือกับ LINE MAN Wongnai ที่ช่วยเชื่อมต่อผู้ประกอบการร้านอาหารกับแพลตฟอร์มดิจิทัล นอกจากนั้น ธนาคารยังได้พัฒนา ttb total e-GP solutions เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการคู่ค้าภาครัฐสามารถเข้าถึงวงเงินสินเชื่อได้มากขึ้น เสริมด้วยเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องและความมั่นคงในการเติบโต โดยในปี 2568 มีสัดส่วนของสินเชื่อซัพพลายเชน 17% ของสินเชื่อ SME ทั้งหมด โตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา
ด้านการค้าระหว่างประเทศ ทีทีบีมี Total International Solutions ที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารธุรกรรมระหว่างประเทศได้ครบวงจร ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะสกุลเงินหยวนที่มีโซลูชันรองรับแบบครบวงจร นอกจากนี้ ธนาคารยังพัฒนาแพลตฟอร์ม ttb business one ซึ่งทำหน้าที่เสมือน Digital CFO สำหรับ SME ช่วยผู้ประกอบการบริหารธุรกรรมทางการเงินและมีรายงานทางการเงินที่ช่วยวางแผนธุรกิจได้ในแพลตฟอร์มเดียวทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่ใช่ และรู้ใจลูกค้ายุคใหม่ อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ครั้งนี้ คือ ยกระดับประสบการณ์ทางการเงินภายใต้แนวคิด Humanized Digital Banking ที่นำ Data และ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรม เพื่อสามารถส่งมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ให้สะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเฉพาะบุคคลมากขึ้น ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการใช้บริการที่สาขา ttb contact center และบนแอป ทีทีบี ทัช อย่างไร้รอยต่อในทุกช่องทางตั้งแต่การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ การให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินรายบุคคล ไปจนถึงการดูแลลูกค้าทุก Ecosystem อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ทีทีบียังให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน โดยดำเนินธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืนไปพร้อมกันภายใต้กรอบ B+ESG ซึ่งสะท้อนผลสำเร็จจากการครองอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ด้านการเงินที่เป็นธรรม Fair Finance Thailand และได้รับคะแนนอยู่ในระดับ Top 10% ของการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) สำหรับทีทีบีการเป็นธนาคารไม่ได้หมายถึงเพียงการให้บริการทางการเงิน แต่คือการเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนและส่งเสริมศักยภาพให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต่อผู้คน สังคม และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และนี่คือหัวใจของความเชื่อ Make REAL Change ที่ทีทีบียึดถือมาโดยตลอด นายปิติ กล่าวสรุป
Go To Top
|
EXIM BANK 'รุก'มาตรการอัดฉีดสินเชื่อหมุนเวียน 'หนุน'ผู้ส่งออกไทยฝ่าวิกฤต
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ประชุมหารือร่วมกับ ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ตลอดจนผู้บริหารและผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมการค้าอาหารสัตว์ไทย สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย สมาคมเฟอร์นิเจอร์ไทย สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ และสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 โดยมีข้อสรุปว่า EXIM BANK พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเบื้องต้น EXIM BANK เร่งออกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง ด้วยสินเชื่อหมุนเวียน อัตราดอกเบี้ยพิเศษไม่เกิน 3.99% ต่อปี เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อสินค้าจากผู้ซื้อในต่างประเทศสามารถเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลาง รวมทั้งภูมิภาคอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก
พร้อมกันนี้ EXIM BANK จะเปิดช่องทางลงทะเบียนผ่านหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตลอดจนสมาคมภาคอุตสาหกรรมและการค้าต่าง ๆ เพื่อรับฟังความต้องการความช่วยเหลือจากผู้ส่งออกไทย ทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกในช่วงที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และผู้ประกอบการที่ต้องการเตรียมความพร้อมเพื่อเดินหน้าธุรกิจในอนาคต โดยครอบคลุมทั้งการสนับสนุนด้านสภาพคล่องและการรับประกันความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ
Go To Top
|
[ENGLISH]
|