|
|
เดอะวิสดอมกสิกรไทย 'ชู' บัตรเดอะวิสดอม 4 รูปแบบ
กสิกรไทย พลิกโฉม เดอะวิสดอม (THE WISDOM) ลูกค้ากลุ่มเวลธ์ คอนเซปต์ Your New WISDOM Journey ให้ความสำเร็จไปต่อในทุกมิติของชีวิต เปิดตัวบัตรใหม่ที่มีดีไซน์เฉพาะตัวตามระดับ สินทรัพย์ สะท้อนเอกลักษณ์ความมั่งคั่งที่เรียบหรูและมีพลัง พร้อมสิทธิพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ เฉพาะบุคคลอย่างลึกซึ้ง
ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เดอะวิสดอมกสิกรไทยเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ริเริ่มให้บริการกับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งในประเทศไทย และสั่งสมประสบการณ์รวมถึงความเชื่อมั่น จากลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอด 18 ปี จนได้ครองอันดับ 1 ในดัชนีชี้วัดความพึงพอใจและความผูกพันกับแบรนด์ของผู้บริโภค (NPS Score) ล่าสุด เดอะวิสดอมกสิกรไทย ยังเป็นแบรนด์แรกที่นำเสนอเอกสิทธิ์แบบ Personalization ภายใต้แนวคิด UP & MORE Personalized คัดสรรสิทธิประโยชน์ให้ตรงกับความต้องการ ของลูกค้าในแต่ละไลฟ์สไตล์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ความสำเร็จเหล่านี้สำหรับเดอะวิสดอมกสิกรไทย ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ เพราะลูกค้ามั่งคั่งทั่วโลกในวันนี้ มองความสำเร็จในมิติ ที่ลึกและรอบด้านมากขึ้น ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเงิน แต่รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และการส่งต่อความมั่งคั่งในระยะยาว การรีแบรนด์ภายใต้แนวคิด Your New WISDOM Journey จึงให้ความสำคัญกับการมอบ คุณค่า ผ่านประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ลึกซึ้งและมีความหมาย โดยมีเดอะวิสดอม เป็นพาร์ตเนอร์ที่เดินเคียงข้างความสำเร็จของลูกค้าในทุกมิติ
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การเปิดตัวบัตรตามระดับสินทรัพย์ พร้อมดีไซน์ใหม่ โดยใช้ความสง่างามของลวดลาย กิโยเช่ (Guilloch?) สัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความสำเร็จที่เรียบหรูและมีพลัง ถ่ายทอด ลงบนบัตรที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมคัดสรรบริการ สิทธิพิเศษที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ ตามระดับความมั่งคั่งของลูกค้า ได้แก่
THE WISDOM: บัตรสีเงิน ซิลเวอร์ เรเดียนซ์ (Silver Radiance) สำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 1029.99 ล้านบาท โทนสีเงินประกายที่เปลี่ยนมิติไปตามแสง สะท้อนความมั่นใจในแบบฉบับของตนเอง พร้อมเดินทางสู่ความสำเร็จที่ก้าวไปอีกขั้น
THE WISDOM INFINITE: บัตรสีทอง แซนด์โกลด์ (Sand Gold) วัสดุพรีเมียมกึ่งเมทัล สำหรับลูกค้า ที่มีสินทรัพย์ 30 49.99 ล้านบาท พร้อมอัปเกรดเป็นบัตร VISA INFINITE เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ โดยได้แรงบันดาลใจจากเม็ดทรายที่เปล่งประกายเมื่อกระทบแสง สะท้อนความมั่นใจจากความสำเร็จ ที่สั่งสมมา พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายใหม่
THE WISDOM PRIVATE BANKING INFINITE: บัตรสีโรสวูด โกลด์ (Rosewood Gold) พร้อมวัสดุ พรีเมียมกึ่งเมทัล สำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 50-149.99 ล้านบาท ถ่ายทอดความสง่างามและเปล่งประกาย เต็มเปี่ยมด้วยพลัง
THE WISDOM PRIVATE BANKING INFINITE: บัตรสีโรสวูด โกลด์ (Rosewood Gold) ออกแบบพิเศษด้วยวัสดุ Metal Lux เป็นบัตรระดับสูงสุดสำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 150 ล้านบาทขึ้นไป สะท้อนความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เผยความงามเหนือกาลเวลา พร้อมอัตลักษณ์อันละเมียดที่ส่งผ่านคุณค่าอย่างยั่งยืน
เพื่อมอบประสบการณ์บัตรดีไซน์ใหม่ที่ราบรื่น ลูกค้า THE WISDOM จะได้สัมผัสบัตรดีไซน์ใหม่บน K PLUS และสำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับบัตรจริงดีไซน์ใหม่ ซึ่งจะเริ่มจัดส่งและเปิดให้ใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ เดอะวิสดอมกสิกรไทย ยังได้ออกแบบแนวคิด Your New WISDOM Journey ที่คัดสรร ประสบการณ์ที่มากกว่าการบริหารความมั่งคั่งทางการเงิน โดยตอบโจทย์ 4 แกนหลักสำคัญ ของการใช้ชีวิต เพราะความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการต่อยอดความมั่งคั่ง (Wealth) ยังรวมถึงการมีสุขภาพที่ดี (Wellness) การได้เติมเต็มความสุขและความปรารถนาในทุกช่วงเวลา (Wishes) และการเดินทางสัมผัสโลกกว้าง เปิดมุมมองใหม่ (Wanderlust) อาทิ สิทธิ์ใช้คะแนนเพื่ออัปเกรดตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ สู่จุดหมายปลาย ทางยอดนิยม สิทธิ์ใช้บริการฟิตเนสของโรงแรม อาทิ โรงแรมเรเนซองส์ โรงแรมแชงกรีลา โรงแรมเซนต์รีจิส และสิทธิ์รับบริการ VIP จากเครือโรงพยาบาลชั้นนำ อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช โดยผู้ถือบัตรเดอะวิสดอม จะเพลิดเพลินสิทธิพิเศษใหม่ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2569
ดร. พิพัฒน์พงศ์ กล่าวตอนท้ายว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่มีเป้าหมายคือ การเป็นพาร์ตเนอร์ที่เดินเคียงข้างความสำเร็จของลูกค้าในทุกมิติ
Go To Lead
|
ทีทีบี- พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดซีรีส์ประกันชีวิตใหม่ 99 Wealth Protection Series
นางสาวกนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร และความมั่งคั่งทางการเงิน ทีทีบี เปิดเผยว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พบว่า คนไทยมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น โดยรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด คาดการณ์ว่าในปี 2583 อายุขัยเฉลี่ยของคนไทย จะอยู่ที่ 81 ปี และสัดส่วนการเป็นโสดของคนไทยมากขึ้นจากปี 2560 -2566 ถึง 13% นอกจากนี้ จากการทำแบบสำรวจสุขภาพทางการเงินของมนุษย์เงินเดือนในไทย เกือบ 1 แสนราย (ตั้งแต่ส.ค. 2566 ก.พ. 2568) ของทีทีบี พบสิ่งน่าเป็นห่วงคือ คนไทยกว่า 54% หากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะส่งผลกระทบต่อการเงินของครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่ม Sandwich Generation ที่ต้องแบกรับภาระดูแลทั้งพ่อแม่และบุตรหลานไปพร้อมกัน อีกทั้งยังมีปัจจัยด้านเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่มีความผันผวน การเกิดของโรคใหม่ พร้อมกับค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้คนกว่า 80% ไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับการรักษาตัวกับโรคร้ายแรง ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ หลายคนเริ่มไม่มั่นใจว่าแผนการเงินเดิมยังเหมาะสมกับโลกอนาคตหรือไม่
ทีทีบีในฐานะที่เป็นธนาคารที่เดินหน้าสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง มีความมุ่งหวังให้รูปแบบการใช้ชีวิตและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ไม่กลายเป็นความเสี่ยงทางการเงิน แต่กลับเป็นโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมั่นคง ผ่านแผนการเงินที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครบทุกความต้องการอย่างแท้จริงสำหรับลูกค้าในทุกช่วงวัย (Life Stage) ด้วยแนวคิดดังกล่าว ทีทีบีจึงยกระดับทางเลือกด้านประกันชีวิต ให้ตอบโจทย์ Longevity Era หรือยุคอายุยืนอย่างแท้จริง โดยร่วมมือกับพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันชีวิตตลอดชีพและสัญญาเพิ่มเติมที่ครอบคลุมความคุ้มครองสุขภาพ ผสานเข้ากับจุดแข็งของทีทีบีด้านคำปรึกษาและการวางแผนการเงิน เพื่อมอบโซลูชันที่ตรงใจ และช่วยสร้างความมั่นคงยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า
โดยความร่วมมือนี้นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในกลุ่ม 99 Wealth Protection Series ประกันชีวิตคุ้มครองตลอดชีพที่ช่วยให้คนไทยเกษียณได้อย่างมั่นคง เสริมเกราะคุ้มครองให้กับครอบครัว ส่งต่อความมั่งคั่งพร้อมเพิ่มมูลค่า โดดเด่นด้วยการออกแบบให้เป็น Product Fit ที่ครบ จบในที่เดียว สร้างเกราะป้องกันทางการเงินที่แข็งแกร่ง ปิดทุกความเสี่ยงในโลกยุคใหม่ ให้ลูกค้าเลือกแผนความคุ้มครองภายใต้ 99 Wealth Protection Series ได้อย่างตรงใจและลงตัวที่สุด
สำหรับผลิตภัณฑ์ 99 Wealth Protection Series ครอบคลุมเป้าหมายทางการเงิน และตอบโจทย์ Life Stage ใน 3 แกนหลัก คือ
? Wealth Income สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างรายได้มั่นคงคู่กับอายุขัยที่ยืนยาว ไม่ว่าจะเป็นคนโสดหรือครอบครัวที่ไม่มีบุตร ล้วนต้องการมีรายได้ที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และมั่นคงหลังเกษียณ เพื่อรองรับการใช้ชีวิตอิสระในแบบที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเป็นภาระใคร แบบประกัน ทีทีบี อินฟินิตี เวลธ์ 99/9 ที่ให้รายได้ประจำผ่านเงินคืน 9.9% ของทุนประกันภัย ทุกปี* เหมือนมีการันตี Passive Income ระหว่างทางมาคอยดูแลชีวิตในระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลว่าเหตุไม่คาดฝันจะกระทบเงินเก็บหรือแผนชีวิต และยังมอบความคุ้มครองโรคมะเร็งระยะลุกลามแบบ เจอ จ่าย ไม่จบ แม้มีการจ่ายผลประโยชน์แล้ว สัญญาประกันชีวิตยังให้ความคุ้มครองต่อเนื่องถึงอายุ 99 ปี
? Wealth Protection สำหรับหัวหน้าครอบครัวที่ต้องการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวอุ่นใจ เป็นหลักประกันที่มั่นคงเพื่อให้ครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามแผนที่ตั้งใจไว้ ไม่สะดุด ด้วยแบบประกันชีวิต ทีทีบี ส่งต่อความมั่งคั่ง 99/5 อีกทางเลือกของการสร้างหลักประกันให้ครอบครัว หรือ ทีทีบี แฮปปี้ ไลฟ์ โพรเทค 99/10 ที่มาพร้อมกับความคุ้มครอง 5 โรคร้ายแรงและโอกาสรับเงินปันผล (ถ้ามี)
? Wealth Transfer สำหรับลูกค้าที่ต้องการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านภาระภาษีมรดกและภาษีการให้ สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูง ด้วยแบบประกัน ทีทีบี อัลติเมท เลกาซี 99/1 และ ทีทีบี อัลติเมท เลกาซี 99/3 โดยทีทีบี อัลติเมท เลกาซี 99/1 จุดเด่น คือการจ่ายเบี้ยฯ ครั้งเดียว ไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ** การันตีเงินคืนสูงสุดปีละ 1.4% ของทุนประกันภัย ทุกปี*** ส่วน ทีทีบี อัลติเมท เลกาซี 99/3 ตัวช่วยส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภาษีมรดกและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเพิ่มพูนทรัพย์สินต่อยอดความสำเร็จด้วยโอกาสรับเงินปันผล(ถ้ามี) พร้อมรับอัตราเบี้ยฯ พิเศษ หากสุขภาพดีกว่ามาตรฐาน
เพื่อเป็นการฉลองเปิดตัว ทีทีบีมอบเอกสิทธิ์พิเศษเฉพาะลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ ในกลุ่ม 99 Wealth Protection Series ในช่วงเดือน ก.พ. - มี.ค. 2569 นี้
? เมื่อซื้อประกันเบี้ยฯ 1 ล้านบาทขึ้นไป รับคะแนน 60,000 WOW บน ทีทีบี ทัช พร้อมสถานะ Gold เพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ของธนาคารอีกมากมาย และสิทธิ์สมัครบัตรเครดิต ttb reserve signature
? สำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านบัตรเครดิต ttb reserve 500,000 บาทขึ้นไป รับคะแนนสะสมเพิ่มสูงสุด x6 สำหรับเบี้ยฯ 1 ล้านบาทขึ้นไป
? พร้อมรับของสมนาคุณพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไข
? ลูกค้ายังมีโอกาสรับสิทธิประโยชน์สมาชิก PRULegacy ทั้งด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์กว่า 30 รายการ ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์การวางแผนทางการเงินของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น อาทิ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ Health and Wellness และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ 22 สาขาทั่วประเทศ e-Voucher สำหรับรับประทานอาหารที่ร้านอาหารมิชลินสตาร์ บริการห้องรับรองสนามบินที่ Coral Lounge ใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ และบริการรถลีมูซีนสำหรับรับหรือส่งที่สนามบินใน 9 จังหวัด เป็นต้น
ด้วยผลิตภัณฑ์ 99 Wealth Protection Series ทีทีบีเชื่อมั่นว่า จะช่วยต่อยอดความมั่นคงทางการเงินให้ครอบคลุมตลอดช่วงชีวิต และสามารถส่งต่อความมั่งคั่งสู่รุ่นถัดไปได้อย่างยั่งยืน ช่วยให้ลูกค้าดำเนินชีวิตที่ยืนยาวได้อย่างมั่นคงและมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นในทุกช่วงวัย
ผู้ที่สนใจก้าวข้ามทุกความผันผวนและสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนไปกับผลิตภัณฑ์กลุ่ม 99 Wealth Protection Series ขอรับคำปรึกษาได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขา หรือ Wealth RM ของท่าน
*ณ วันครบรอบปีกรมธรรมที่ 1 ถึงอายุครบ 98 ปี
**เงื่อนไขการพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
***สำหรับอายุรับประกันภัย 40 65 ปี รับเงินคืนปีละ 1.40% ของทุนประกันภัย ถึงอายุครบ 98 ปี และ อายุรับประกันภัย 66 70 ปี รับเงินคืนปีละ 1.25% ของทุนประกันภัย ถึงอายุครบ 98 ปี
เงื่อนไขโปรโมชันเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด และไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดในกรมธรรม์ ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง รับประกันชีวิตโดย บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงนายหน้าประกันชีวิตและรับผิดชอบในฐานะนายหน้าเท่านั้น
Go To Lead
|
BAM โชว์ฟอร์มแกร่ง! กำไรปี 68 พุ่ง 1,812 ล้าน
เคาะจ่ายปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น 90% กำไรสุทธิ
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ว่ามีกำไรสุทธิ 1,812 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์และการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย โดยในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นประมาณ 90% ของกำไรสุทธิประจำปี เพื่อพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น สะท้อนนโยบายการจ่ายผลตอบแทนที่เหมาะสม ต่อเนื่องและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น
ปี 2568 บริษัท ฯ สามารถดำเนินภารกิจหลักในการประนอมหนี้และบริหารจัดการทรัพย์สินด้อยคุณภาพกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความช่วยเหลือลูกหนี้จำนวนกว่า 5,400 ราย คิดเป็นยอดเงินต้นรวมกว่า 26,500 ล้านบาท พร้อมทั้งจำหน่ายทรัพย์สินได้กว่า 3,100 รายการ มูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจผ่านรูปแบบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในลักษณะ Joint Venture (JV Model) ภายใต้แนวคิด BAM Universe ส่งผลให้ปัจจุบันมีพอร์ตสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการรวมทั้งสิ้น 587,866 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ควบคู่กับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรและระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม
Go To Lead
|
ทรงพลผอ.ออมสิน คนที่ 18 พร้อมนำองค์กรเดินหน้าธนาคารเพื่อสังคม
สู่การเป็น Smart Social Bank for All Lives
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 อย่างเป็นทางการ ประกาศพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ Smart Social Bank for All Lives โดยสื่อสารทิศทางการนำองค์กรแก่ผู้บริหารและพนักงานทั่วประเทศ ย้ำชัดบทบาทธนาคารออมสินในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
ของประเทศ ท่ามกลางความผันผวน ความเสี่ยง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน โดยการอาศัยศักยภาพและความพร้อมของทรัพยากรที่มีอยู่ของธนาคารออมสิน ทั้งในด้านบุคลากร ด้านสาขาที่ให้บริการ ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี เป็นต้น ในการสร้างประโยชน์แก่สังคมไทย และสนับสนุนนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมี
คณะผู้บริหารและพนักงานร่วมรับฟังนโยบายและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
ในการนี้ นายทรงพล ได้กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำธนาคาร ได้แก่ พระพุทธภควาปฏิมากร
พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระรูป พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาส
เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินเป็นวันแรก ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569
Go To Lead
|
SME D Bank ขานรับนโยบาย ธปท.ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.15%
'ช่วย' เอสเอ็มอีลดต้นทุนการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง ฟื้นเศรษฐกิจ
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (Minimum Loan Rate : MLR) อยู่ที่ 7.050% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) อยู่ที่ 7.025% ต่อปี และ ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) อยู่ที่ 7.150% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 5 ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2568 สะท้อนความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก SME D Bank ยังคงตรึงไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด
นอกจากนั้น SME D Bank พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับกิจการ เดินหน้าเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อ ปลุกพลัง SME เปิดโอกาสเพื่อผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME มุ่งยกระดับพัฒนาศักยภาพธุรกิจ วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท และ สินเชื่อ SME Green Productivity ส่งเสริมก้าวสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท ควบคู่มอบบริการพัฒนาธุรกิจครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ให้เอสเอ็มอีปรับตัวทางธุรกิจได้ทุกสถานการณ์
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ รับบริการจาก SME D Bank ได้ผ่านทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357
Go To Lead
|
EXIM BANK ขยายระยะเวลาชำระหนี้ 365 วัน ลดดอกเบี้ย
พร้อมให้คำปรึกษา หนุนผู้ประกอบการไทยรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้นและยังมีความไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยในฐานะคู่ค้าสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนราว 6% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าส่งออกไปตะวันออกกลางกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าราว 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางผ่านทะเลแดงสู่ยุโรปที่อาจต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผนรับมือ ทั้งด้านการบริหารการจัดส่ง การผลิต การกำหนดเงื่อนไขการค้า (Incoterm) และการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จึงขานรับนโยบายกระทรวงการคลัง ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกค้าที่เบิกกู้และมีภาระคงค้างจากการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ด้วยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุด 365 วัน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิมในช่วงที่ได้รับการขยายเวลา นอกจากนี้ EXIM BANK ยังพร้อมพิจารณาสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการที่ส่งออกไปตะวันออกกลางตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละกิจการ ติดต่อขอรับบริการทางการเงินและปรึกษาปัญหาธุรกิจได้ที่ EXIM Contact Center โทร. 0 2169 9999 และ EXIM Bank of Thailand Facebook
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรต้องปรับตัวเชิงกลยุทธ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ดังนี้
1. บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และขนส่ง ติดตามสถานะการขนส่งสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ตลอดจนติดต่อผู้นำเข้า เพื่อแจ้งผลกระทบด้านระยะเวลาขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้น เช่น อาจล่าช้า 10-15 วัน กรณีต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป พร้อมตรวจสอบเงื่อนไขเอกสารและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กรณีส่งมอบสินค้าล่าช้า รวมถึงทำประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Surcharge) ให้ครอบคลุมประเทศปลายทาง ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 50% โดยผู้จองเรือเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย
2. บริหารจัดการการผลิต เผื่อระยะเวลาเพิ่มขึ้น (Buffer Time) ในกระบวนการผลิตและส่งมอบสินค้า เพื่อรองรับการขนส่งที่ยาวนานขึ้น สำหรับผู้นำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง ต้องเตรียมแผนสำรองด้านแหล่งวัตถุดิบ หรือพิจารณาปรับไปใช้ซัพพลายเออร์ในประเทศหรือภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่การผลิต
3. บริหารการเงินและความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน พิจารณาปรับ Incoterm เป็น FOB (Free on Board) เพื่อให้ผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าขนส่งสินค้า และกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินแบบ T/T ก่อนส่งมอบสินค้า รวมทั้งใช้เครื่องมือ Foreign Exchange Forward Contract เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เตรียมผู้ให้บริการขนส่งสำรอง หรือกระจายเส้นทางขนส่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าระวางเรือที่อาจปรับสูงขึ้น ควบคู่กับการกระจายตลาดและแหล่งวัตถุดิบ (Diversification) ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งวัตถุดิบเพียงแหล่งเดียว พร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า EXIM BANK มีทั้งมาตรการทางการเงินและบริการให้คำปรึกษา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุน ปรับโมเดลธุรกิจ และกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม โดย EXIM BANK พร้อมเป็นพันธมิตรเคียงข้างผู้ประกอบการไทย ก้าวผ่านความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว นายชลัช กล่าว
Go To Lead
|
ธ.ก.ส. ดันวิสาหกิจชุมชนต้นแบบจ.อุบลราชธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน
'หนุน' แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดคุณภาพ
นางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ในฐานะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทดูแลภาคการเกษตรไทยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง ตามวิสัยทัศน์การเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาลูกค้าตาม
แนวทางการเป็นแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) ที่พร้อมยกระดับภาคการเกษตรทุกมิติ ประกอบด้วยการสนับสนุนเงินทุนเพื่อภาคการเกษตร (Funding) การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและการเกษตรแบบใหม่ (Technology) การพัฒนาคุณภาพและยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตร (Value Added) การพัฒนาการตลาด
องค์ความรู้ และช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร (Knowledge and Marketing) พร้อมมุ่งสนับสนุนให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถพัฒนาจากผู้ผลิตวัตถุดิบไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่ที่มีการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการทำตลาด ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าแล้ว ยังทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนผ่านการบริโภคสินค้าในพื้นที่ (Local consumption) อันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง
โดยได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนต้นแบบในจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองบ้านนาคำ ตำบลคอนสาย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี แหล่งผลิตและรวบรวมกล้วยหอมทองคุณภาพสูง พืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีกระบวนการผลิตแบบออร์แกนิค การบริหารจัดการสวนตามมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพผลผลิตอย่างเป็นระบบ และการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทำให้สามารถส่งจำหน่ายกล้วยหอมได้ตามความต้องการ มีตลาดรองรับ ผลผลิตมีราคากลางที่มั่นคง และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการกระจายผลผลิตสู่ตลาดภายในจังหวัด อาทิ ตลาดชุมชน สถานศึกษา โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ และสามารถส่งออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรในพื้นที่และทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง
จากนั้นได้เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหารจากปลาบ้านด่านใหม่ ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ผลิตปลาส้มและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาแม่น้ำโขงภายใต้แบรนด์ ปลาส้มครูหยอย ที่มีการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการแปรรูป พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และสร้างอัตลักษณ์สินค้า
เพื่อรองรับตลาดสมัยใหม่ ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ OTOP ทุกระดับดาว โดยนอกจากการจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอโขงเจียม และพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นของฝากแล้ว ผลิตภัณฑ์ปลาส้มจากชุมชนยังสามารถก้าวสู่ตลาดระดับประเทศและต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศได้อีกด้วย
นางสาวพรหมกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ ธ.ก.ส. ในการเป็นมากกว่าสถาบันการเงิน โดย ธ.ก.ส. พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงการพัฒนาให้กับลูกค้า ธ.ก.ส. ในทุกมิติ ตั้งแต่การ เข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการพัฒนามาตรฐานสินค้า ให้ลูกค้าของเราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรในท้องถิ่น การยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง การบริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า การสร้าง แบรนด์และการตลาด ควบคู่กับการสนับสนุนด้านเงินทุน พร้อมสนับสนุนช่องทางการตลาดโดยการเชื่อมโยง
ช่องทางการจำหน่ายผ่าน BAAC Outlet ณ สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และ BAAC Matching แพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะรวบรวมผลิตภัณฑ์ลูกค้า ธ.ก.ส. มาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อสร้างการรับรู้วงกว้างไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศและขยายตลาดให้กับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการบริโภคในท้องถิ่น และยกระดับสินค้าจากระดับท้องถิ่นไปสู่ตลาดคุณภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
Go To Lead
|
[ENGLISH]
|